ข่าวประชาสัมพันธ์
วิสัยทัศน์ 4.0
ส่วนที่ ๓
ยุทธศาสตร์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๑. ความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาระดับมหภาค
๑.๑ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี
การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปีของเทศบาลมีความสัมพันธ์กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี โดยมุ่งเน้นเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ของประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการการเสนอร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติต่อที่ประชุมคณะกรรมกรรจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติตามมิติที่ประชุมคณะกรรมกรรจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติ โดยร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ –๒๕๗๙) สรุปย่อได้ ดังนี้
ความเป็นมา
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทาร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และให้เสนอร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานในระยะที่ ๒ ของรัฐบาล (ปี ๒๕๕๘ – ๒๕๕๙) และกรอบการปฏิรูปในระยะที่ ๓ (ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นไป) คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ๒ คณะ ได้แก่ (๑) คณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์และกรอบการปฏิรูป เพื่อจัดทำร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี และ (๒) คณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการตามแนวทางการปฏิรูปประเทศเพื่อจัดทาร่างแผนปฏิบัติการตามแนวทางการปฏิรูปประเทศ (Roadmap) ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี
คณะอนุกรรมการจัดทายุทธศาสตร์และกรอบการปฏิรูปได้ดำเนินการยกร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี ตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยได้มีการนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่มาจากหลายภาคส่วน ได้แก่ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคการเมือง และ นักวิชาการ รวมถึงได้พิจารณานำข้อคิดเห็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ และความคิดเห็นจากภาคประชาชนมาเป็นข้อมูลในการยกร่างยุทธศาสตร์ชาติด้วย และได้นำเสนอร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี ต่อที่ประชุมคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดาเนินการปรับปรุงร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดทายุทธศาสตร์ชาติ
ในการดำเนินการขั้นต่อไป คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะนำเสนอร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและจะได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนที่จะนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์ชาติมาใช้เป็นกรอบในการกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศภายในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (ตุลาคม ๒๕๕๙ – กันยายน ๒๕๖๔) นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ จะได้นาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนระยะ ๕ ปี มาถ่ายทอดลงสู่แผนปฏิบัติการระดับกระทรวงและแผนพัฒนารายสาขาในระหว่างที่กลไกการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐
๒. สาระสำคัญ
๒.๑ สภาพแวดล้อม
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วและในหลากหลายมิติทำให้ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อให้เกิดโอกาสทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการเมืองของประเทศไทยแต่ขณะเดียวกันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ก็มีปัจจัยเสี่ยงและภัยคุกคามที่ต้องบริหารจัดการด้วยความยากลาบากมากขึ้นกระแสทุนนิยมและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เศรษฐกิจของโลกได้ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยซึ่งเดิมมีโครงสร้างเศรษฐกิจในระบบ “เกษตรแบบพึ่งตนเอง” ต้องปรับตัวและเปลี่ยนไปเป็นระบบเศรษฐกิจที่ “พึ่งพาอุตสาหกรรมและการส่งออก” การพัฒนาในภาคเกษตรล่าช้ากว่าฐานการผลิตอื่นๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ระหว่างภาคการเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมและระหว่างสังคมในเมืองและชนบทขยายวงกว้างขึ้น และปัญหาความยากจนกระจุกตัวในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและในภาคชนบทรวมทั้งโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ แหล่งทุน และบริการทางสังคมที่มีคุณภาพสาหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็มีในวงแคบกว่า ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมและบริการเองก็นับว่ายังอยู่ในกลุ่มประเทศที่ใช้เทคโนโลยีในระดับกลางๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาได้เองภายในประเทศ ต้องนาเข้ามาจากต่างประเทศ โดยรวมประเทศไทยจึงยังใช้วัตถุดิบและแรงงานเข้มข้นในการเป็นจุดแข็งในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเจริญเติบโตนอกจากนั้น ในอีกด้านหนึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของโลกและแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมทั้งความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดของสังคมโลกได้ทาให้เกิดภัยคุกคามและความเสี่ยงด้านอื่นๆ ที่ซับซ้อนขึ้นอาทิ การก่อการร้าย โรคระบาด เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ และการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบต่างๆ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกก็มีความผันผวนรุนแรงขึ้น ซึ่งล้วนแล้วเป็นความเสี่ยงในการดารงชีวิตของประชาชน การบริหารจัดการทางธุรกิจ และการบริหารราชการแผ่นดินของภาครัฐ
นอกจากนั้นในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๑ กระแสโลกาภิวัตน์ได้ทาให้ภูมิทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของโลกเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจสังคมอุตสาหกรรมมุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมดิจิทัล ในขณะที่โอกาสทางเศรษฐกิจขยายเพิ่มขึ้น แต่ช่องว่างทางสังคมก็ยิ่งกว้างขึ้นรวมถึงช่องว่างทางดิจิทัล (digital divide) ถ้าหากไม่สามารถลดลงก็จะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมมีความแตกต่างมากขึ้น ประกอบกับในอนาคต ๒๐ ปีข้างหน้าสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติ เงื่อนไขภายนอกที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต ได้แก่ กระแส โลกาภิวัตน์ที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความเสี่ยงและท้าทายต่อการปรับตัวมากขึ้นจากการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีและรวดเร็วของผู้คน เงินทุน ข้อมูลข่าวสารองค์ความรู้และเทคโนโลยี และสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคนำไปสู่ความเชื่อมโยงทุกระบบในขณะที่ศูนย์รวมอำนาจทางเศรษฐกิจโลกเคลื่อนย้ายมาสู่เอเชียภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกซึ่งในช่วงระยะ ๑๐ ปีข้างหน้าจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญหลายประการทั้งปัญหาต่อเนื่องจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโลกในช่วงปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๒ และวิกฤติการณ์ในกลุ่มประเทศยูโรโซนที่ทาให้ระดับหนี้สาธารณะในประเทศต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นและกลายเป็นความเสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลัง ขณะที่จะมีผลพวงต่อเนื่องจากการดำเนินมาตรการขยายปริมาณเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความเสี่ยงให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ รวมทั้งอาจจะมีความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ นอกจากนั้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าสู่จุดอิ่มตัวมากขึ้น ขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพการผลิตของโลกเพิ่มขึ้นขนานใหญ่และเป็นวงกว้าง เช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมยังไม่มีแนวโน้มการก่อตัวที่ชัดเจน แต่ก็มีแนวโน้มของการพัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเป็นโอกาสสาหรับการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เศรษฐกิจโลกในช่วง ๑๐ ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่ำกว่าเฉลี่ยร้อยละ ๕.๑ ในช่วง ๕ ปีก่อนวิกฤติเศรษฐกิจโลก (๒๕๔๖ – ๒๕๕๐) สถานการณ์ที่ตลาดโลกขยายตัวช้า แต่ประเทศต่างๆ ขยายกาลังการผลิตเพื่อยกระดับศักยภาพการผลิต การแข่งขันในตลาดโลกจะมีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันการลดลงของประชากรไทยในระยะ ๑๐ – ๑๕ ปี ข้างหน้านี้ จะทาให้ขนาดของตลาดในประเทศขยายตัวช้าลง เงื่อนไขดังกล่าวเป็นความเสี่ยงสาหรับอนาคตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวหากประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้สัมฤทธิ์ผล
ในด้านความมั่นคงของโลกก็กาลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากการปรับดุลอำนาจของสหรัฐฯ เพื่อพยายามคงบทบาทผู้นาโลกและเพื่อคานอิทธิพลและบทบาทของจีนและรัสเซียที่เพิ่มมากขึ้นในเอเชียและยุโรปนั้น น่าจะมีผลทำให้บรรยากาศด้านความมั่นคงของโลกในช่วงปี ๒๕๖๐ – ปี ๒๕๗๙ มีลักษณะผสมผสานกันทั้งความร่วมมือและความขัดแย้ง โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยผลประโยชน์แห่งชาติทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดนโยบายของประเทศและกลุ่มประเทศ สาหรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วจะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับอนาคตของโลกและประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นอัจฉริยะจะกระทบการดำรงชีวิตของคนและทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ รวมทั้งเกิดการเชื่อมต่อและการบรรจบกันของเทคโนโลยีก้าวหน้าอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์ ซึ่งประเทศไทยจะต้องลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์และการวิจัยให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ เงื่อนไขการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่กดดันให้ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมสีเขียวโดยการพัฒนาและนาเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ก็จะมีส่วนสำคัญ และช่วยแก้ปัญหาการลดลงของทรัพยากรต่างๆ รวมทั้งน้ำมัน ซึ่งแม้ราคาจะลดลงแต่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม จึงต้องผลักดันให้มุ่งสู่การผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพืชพลังงานที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก
นอกจากนั้น ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงสำคัญจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของโลกและภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงผันผวนและภาวะโลกร้อน ทั้งนี้โครงสร้างประชากรโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัย แม้จะส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แต่มีความเสี่ยงให้เกิดการแย่งชิงแรงงานและเงินทุน รวมทั้งมีแรงกดดันต่อการใช้จ่ายงบประมาณด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเพิ่มขึ้นในหลายๆ ประเทศกลายเป็นความเสี่ยงด้านการ คลังที่สำคัญ สำหรับ ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่ผันผวนก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นนั้น กดดันให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดาเนินธุรกิจ การดำรงชีวิต การผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่ความพยายามในการกระจายความเจริญและการพัฒนาให้มีความทั่วถึงมากขึ้น ประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความเป็นเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยการมีข้อกำหนดของรูปแบบและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับลักษณะการใช้พื้นที่ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การยึดถือหลักการบริหารจัดการที่ดีทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน การใช้ระบอบประชาธิปไตย และการปฏิบัติให้เป็นไปตามสิทธิมนุษยชนจะเข้มข้นมากขึ้น
สำหรับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมภายในประเทศไทยนั้น ผลของการพัฒนาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันทำให้ประเทศไทยมีระดับการพัฒนาที่สูงขึ้นตามลำดับ โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลางมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ และได้ขยับสูงขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนของกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลางตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ และล่าสุดในปี ๒๕๕๗ รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น ๕,๗๓๙๒ ดอลลาร์ สรอ. ต่อปีฐานการผลิตและบริการหลากหลายขึ้น ฐานการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้นมาก หลายสาขาการผลิตและบริการสามารถแข่งขันและมีส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงขึ้นและสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศในระดับสูง อาทิ กลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ ฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น ๓๘.๑ ล้านคนจากประชากรวัยแรงงาน ๓๘.๖ ล้านคน อัตราการว่างงานเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ ๑ ปัญหาความยากจนจึงลดลงตามลำดับจากร้อยละ ๒๐.๐ ในปี ๒๕๕๐ เป็นร้อยละ ๑๐.๙ ในปี ๒๕๕๖ คุณภาพชีวิตดีขึ้นในทุกระดับ โอกาสการได้รับการศึกษา บริการสาธารณสุข บริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการคุ้มครองทางสังคม อื่นๆ รวมถึงการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ มีความครอบคลุมและมีคุณภาพดีขึ้นตามลำดับ ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีความเป็นสากลมากขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับนานาชาติทั้งในรูปของทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อเป็นกลไกและช่องทางในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศก็มีความก้าวหน้าไปมาก รวมทั้งกรอบความร่วมมือที่ช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานต่างๆ ไปสู่ระดับสากลก็มีความคืบหน้ามากขึ้น
นอกจากนั้น ประสบการณ์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในปี ๒๕๔๐ – ๒๕๔๑ ได้ส่งผลให้ภาครัฐและภาคเอกชนปรับตัวในการบริหารความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ดีขึ้นตามแนวคิดการบริหารจัดการที่ดีอันได้แก่ การดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส รับผิดรับชอบและตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบดีขึ้น มีการกากับดูแลวินัยทางการเงินการคลังที่กำหนดกรอบของความยั่งยืนทางการคลังเป็นแนวปฏิบัติที่ดีขึ้นและฐานะการคลังมีความมั่นคงมากขึ้น และฐานะเงินสารองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง มีการปรับปรุงในเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ให้มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบมากขึ้น มีการสร้างความเป็นธรรมให้กับกลุ่มต่างๆ สามารถคุ้มครองผู้บริโภคและประชาชนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบได้ดีขึ้น ช่วยสร้างบรรยากาศของการแข่งขันในตลาด และสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น
แต่ประเทศไทยก็ยังมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างหลายด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยได้แก่ โครงสร้างประชากรสูงอายุมากขึ้นตามลำดับ แต่คุณภาพคนโดยเฉลี่ยยังต่ำและการออมไม่เพียงพอ ประเทศขาดแคลนแรงงานทั้งในกลุ่มทักษะฝีมือสูงและกลุ่มทักษะฝีมือระดับล่าง ผลิตภาพแรงงานโดยเฉลี่ยยังต่ำ ทั้งระบบเศรษฐกิจมีผลิตภาพการผลิตรวมต่ำ ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจมีสัดส่วนภาคการค้าระหว่างประเทศต่อขนาดของเศรษฐกิจสูงกว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมาก จึงมีความอ่อนไหวและผันผวนตามปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ฐานการผลิตเกษตรและบริการมีผลิตภาพการผลิตต่ำ โดยที่การใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มมูลค่ายังมีน้อย การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนายังไม่เพียงพอ การวิจัยที่ดาเนินการไปแล้วไม่ถูกนามาใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างคุ้มค่า การพัฒนานวัตกรรมมีน้อย สำหรับการดำเนินงานและการบริหารจัดการภาครัฐก็ยังขาดการบูรณาการจึงสิ้นเปลืองงบประมาณ การดำเนินงานเพื่อการพัฒนามักขาดความต่อเนื่องประสิทธิภาพต่ำ ขาดความโปร่งใส และขาดความรับผิดชอบ ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชั่นมีเป็นวงกว้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์รวมทั้งการบริหารจัดการน้ายังไม่เป็นระบบโครงข่ายที่สมบูรณ์และล่าช้า การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิผล และกฎระเบียบต่างๆ ล้าสมัยไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง คนไทยยังมีปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรม ไม่เคารพสิทธิผู้อื่นและไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญขณะที่ความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกในสังคมไทยยังเป็นปัญหาที่ท้าทายมาก รวมทั้งปัญหาในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เผชิญกับภาวะขยะล้นเมืองและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงในทุกด้าน
ทั้งนี้ ปัจจัยและเงื่อนไขภายในประเทศที่จะส่งผลต่ออนาคตการพัฒนาประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ในระยะเวลา ๒๐ ปีต่อจากนี้ไป จะมีนัยยะที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ กำลังคนในวัยเด็กและวัยแรงงานจะลดลง ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมส่งผลต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รูปแบบการใช้จ่ายการลงทุนและการออม ตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความมั่นคงทางสังคมและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็เผชิญกับข้อจากัดด้านทรัพยากร ทั้งด้านแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติที่มีนัยยะต่อต้นทุนการผลิตและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของประชาชนนอกจากนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ ก็มีนัยยะต่อการสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ในสังคม ข้อจำกัดต่อการยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ ความจำเป็นในการลงทุนเพื่อยกระดับบริการทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และการปฏิรูปกฎระเบียบและกฎหมายที่ทาให้เกิดความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ และที่สำคัญเงื่อนไขจาเป็นที่ต้องปรับตัวคือ การแก้ปัญหาความอ่อนแอของการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ทำให้จำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบราชการและการเมืองเพื่อให้เกิดการบริหารราชการที่ดี
โครงสร้างที่เป็นจุดอ่อนและการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสดังกล่าว จะส่งผลให้ประเทศไทยยิ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเสี่ยงมากขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่กระแส โลกาภิวัตน์เข้มข้นขึ้น เป็นโลกไร้พรมแดนอย่างแท้จริง โดยที่การเคลื่อนย้ายของผู้คน สินค้าและบริการ เงินทุน องค์ความรู้เทคโนโลยี ข้อมูลและข่าวสารต่างๆ เป็นไปอย่างเสรี ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้นโดยที่ประเทศต่างๆ เร่งผลักดันการเพิ่มผลิตภาพและการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน ขณะเดียวกันความเสี่ยงและข้อจากัดที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศผันผวนรุนแรงต่อการดาเนินธุรกิจและการดาเนินชีวิตของผู้คนก็เพิ่มขึ้น กฎเกณฑ์และกฎระเบียบของสังคมโลกจึงมีความเข้มงวดมากขึ้นทั้งในเรื่องการปลดปล่อยมลพิษ สิทธิมนุษยชน และกฎระเบียบทางการเงิน เป็นต้นเงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าวจะเป็นแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องปรับตัวและมีการบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาดมากขึ้น โดยที่การปรับตัวจะต้องหยั่งรากลึกลงไปถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างเพื่อแก้จุดอ่อนและควบคู่ไปกับการสร้างกลไกเชิงรุกให้จุดแข็งของประเทศเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งหากไม่สามารถแก้ปัญหาและปฏิรูปให้สัมฤทธิ์ผลได้ในระยะ ๔ – ๕ ปีต่อจากนี้ไป ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รายได้เฉลี่ยของประชาชนจะไม่สามารถยกระดับให้ดีขึ้นได้ คุณภาพคนโดยเฉลี่ยจะยังต่ำ และปัญหาความเหลื่อมล้ำจะรุนแรงขึ้น รวมทั้งทรัพยากรจะร่อยหรอเสื่อมโทรมลงไปอีก และในที่สุดการพัฒนาประเทศจะไม่สามารถยั่งยืนไปได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ เงื่อนไขในปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตในทุกมิติจะส่งผลต่ออนาคตการพัฒนาประเทศไทยอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะในเชิงโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศทั้งที่เป็นจุดแข็งและเป็นจุดอ่อนที่จะต้องเผชิญและผสมผสานกับปัจจัยภายนอกและก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความเสี่ยงในหลากหลายมิติ การที่ประเทศไทยจะสามารถแสวงหาโอกาสจากการพัฒนาของโลกและรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างรอบด้านขณะเดียวกันต้องวิเคราะห์ศักยภาพภายในประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น โดยที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบขนานใหญ่เพื่อให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเหมาะสมกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลกยืดหยุ่นปรับตัวได้เร็ว สามารถรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามแบบใหม่ได้ และสามารถอาศัยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกมาสร้างประโยชน์สุขให้กับคนในชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรมการดารงชีวิตการทางาน และการเรียนรู้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดาเนินการร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพมีการจัดลำดับความสำคัญและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหานั้นๆ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาประเทศและกรอบการทางานของภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อให้บรรลุซึ่งเป้าหมายการสร้างและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในการที่จะให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในทุกด้าน คนในชาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่งคั่ง และประเทศสามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้การวิเคราะห์ให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและข้อจากัดรวมทั้งความเสี่ยงของประเทศ จะนำไปสู่การกำหนดตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์และเป้าหมายของประเทศที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับร่วมกันในสังคมไทยที่จะส่งผลให้เกิดการผนึกกาลังและระดมทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน การดำเนินการมีบูรณาการและเป็นเอกภาพภายใต้การมองภาพอนาคตของประเทศที่เป็นภาพเดียวกัน
อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมิได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารจึงให้ความสำคัญกับนโยบายพรรคการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาลซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ทาให้การดาเนินนโยบายขาดความต่อเนื่อง ถือเป็นการสูญเสียโอกาสและสิ้นเปลืองทรัพยากรของประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยให้มีเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาว และเพื่อเป็นการกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบที่จะต้องขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันและเป็นเอกภาพ ประเทศไทยจาเป็นจะต้องมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศไทยต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบขนานใหญ่ เพื่อให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเหมาะสมกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลกยืดหยุ่นปรับตัวได้เร็ว สามารถรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามแบบใหม่ได้ และสามารถอาศัยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกมาสร้างประโยชน์สุขให้กับคนในชาติได้ จะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมายของประเทศ และทิศทางในการขับเคลื่อนประเทศให้สอดคล้องกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ ของบริบทโลก และบริบทการพัฒนาภายในประเทศ
การกำหนดให้มี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในระยะยาว พร้อมกับการปฏิรูปและการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารราชการแผ่นดินในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สามารถนาไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังจะช่วยยกระดับคุณภาพของประเทศไทยในทุกภาคส่วนและนาพาประเทศไทยให้หลุดพ้นหรือบรรเทาความรุนแรงของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และปัญหาความขัดแย้งในสังคม รวมถึงสามารถรับมือกับภัยคุกคามและบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ใหม่ของโลกได้ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาบทบาทสำคัญในเวทีโลก สามารถดำรงรักษาความเป็นชาติที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และคนไทยในประเทศมีความอยู่ดีมีสุขอย่างถ้วนหน้ากันสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติซึ่งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติกาลังดำเนินการยกร่างอยู่ในขณะนี้นั้นจะประกอบด้วยวิสัยทัศน์และเป้าหมายของชาติที่คนไทยทุกคนต้องการบรรลุร่วมกันรวมทั้งนโยบายแห่งชาติและมาตรการเฉพาะ ซึ่งเป็นแนวทาง ทิศทางและวิธีการที่ทุกองค์กรและคนไทยทุกคนต้องมุ่งดำเนินการไปพร้อมกันอย่างประสานสอดคล้อง เพื่อให้บรรลุซึ่งสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการ คือประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในทุกสาขาของกำลังอำนาจแห่งชาติ อันได้แก่ การเมืองภายในประเทศ การเมืองต่างประเทศเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
๒.๒ วิสัยทัศน์
วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทั้งนี้วิสัยทัศน์ดังกล่าวจะต้องสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อันได้แก่การมีเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ การดำรงอยู่อย่างมั่นคง ยั่งยืนของสถาบันหลักของชาติ การดำรงอยู่อย่างมั่นคงของชาติและประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุขเป็นปึกแผ่นมีความมั่นคงทางสังคมท่ามกลางพหุสังคมและการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเจริญเติบโตของชาติความเป็นธรรมและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงานและอาหารความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติประสานสอดคล้องกัน ด้านความมั่นคงในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่เป็นภาระของโลกและสามารถเกื้อกูลประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า
๒.๓ ยุทธศาสตร์ชาติ
ในการที่จะบรรลุวิสัยทัศน์และทาให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์นั้น จำเป็นจะต้องมีการวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาว และกำหนดแนวทางการพัฒนาของทุกภาคส่วนให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว เพื่อถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาสู่การปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลาอย่างต่อเนื่องและมีการบูรณาการ และสร้างความเข้าใจถึงอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน และเกิดการรวมพลังของทุกภาคส่วนในสังคมทั้งประชาชน เอกชน ประชาสังคมในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อการสร้างและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติและบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ”หรือคติพจน์ประจาชาติ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีรายได้สูงอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว คนไทยมีความสุข อยู่ดี กินดี สังคมมีความมั่นคงเสมอภาคและเป็นธรรม ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติที่จะใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในระยะ ๒๐ ปีต่อจากนี้ไป จะประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (๑) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง (๒) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (๓) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน (๔) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม (๕) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (๖) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีสาระสำคัญ ของแต่ละยุทธศาสตร์ สรุปได้ ดังนี้
๒.๓.๑ ยุทธศาสตร์
วิสัยทัศและการบริหาร
ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
เรื่อง คำแถลงนโยบายของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
—————————————
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 58/5 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่5) พ.ศ. 2546 บัญญัติไว้ว่า ก่อนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเข้ารับหน้าที่ ให้ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล โดยไม่มีการลงมติ ทั้งนี้ภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และให้ประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลด้วย
บัดนี้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแถลงนโยบาย ต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ในการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕6 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2556 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบล ตามรายละเอียดแนบท้ายประกาศนี้
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ 25 เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕6
(นายสมหวัง ธรรมกุล)
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
คำแถลงนโยบาย
ของ
นายสมหวัง ธรรมกุล
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
แถลงต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
วันที่ 25 ตุลาคม 2556 เวลา ๐๙.๐๐ น.
******************
เรียน ประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิผู้ทรงเกียรติ
ทุกท่าน
ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้จัดให้มีการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เมื่อวันเสาร์ ที่ ๒5 ตุลาคม ๒๕๕6 ผลปรากฏว่า ข้าพเจ้า นายสมหวัง ธรรมกุล เป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ และบัดนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ ๑๒๗/๒๕๕6 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ๒๕๕6
ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๖ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๕๘/๕ “ก่อนนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เข้ารับหน้าที่ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล โดยไม่มีการลงมติ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบแบบแผนตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และให้เป็นไปตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบที่ใช้ในการบริหารราชการ ข้าพเจ้าฯ จึงขอแถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์และแนวนโยบาย ภายใต้กรอบและอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๖ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังนี้
วิสัยทัศน์
“ประชาชนเป็นศูนย์กลาง บริการเป็นเลิศ เชิดชูวัฒนธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง”นโยบาย
๑. ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการภาคเกษตรกรรมให้มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกระดับมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility-CRS) ที่ถูกต้อง นำไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์
๒. พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความพร้อมในการรองรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล (ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ Thailand 4.0 Super Cluster)
๓. เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกัน กำกับดูแล และเตือนภัยจากการกระบวนการผลิต อุบัติเหตุ อุบัติภัย มลพิษ ของเสีย รวมทั้งการขนส่งสินค้าจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม
๔. พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
๕. ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิต ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชน
“ภารกิจสำคัญที่สุด”
๑. นโยบายด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน
๑.๑ มุ้งเน้นการก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษา ซ่อมแซม ถนนสายหลักและถนนสายรอง
ให้เป็นถนนที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี
๑.๒ ปรับปรุงระบบประปา โดยมุ้งเน้นให้มีน้ำประปาที่สะอาด เพียงพอต่อความต้องการ
ของประชาชน ทุกครัวเรือน ปรับปรุงเพิ่มเติมระบบประปาเดิมให้ดีมีมาตรฐาน
ดำเนินการพัฒนา แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค
๑.๓ ปรับปรุงระบบไฟฟ้าสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน รวมถึงพัฒนา
ระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
๒. นโยบายด้านการศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี และนันทนาการ
๒.๑ ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาในท้องถิ่นให้มี ประสิทธิภาพ คุณภาพ สอดคล้องกับ
ความต้องการของท้องถิ่น
๒.๒ พัฒนาและปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตตำบลให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี มี
คุณภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมของเด็ก ก่อนเข้าสู่ระบบโรงเรียน
๒.๓ สนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนเพื่อการศึกษาให้แก่ประชาชนในเขตพื้นที่
๒.๔ อนุรักษ์ ฟื้นฟู ประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
๒.๕ ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมนันทนาการในท้องถิ่น
๒.๖ จัดให้มีการอนุรักษ์ ส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมในรูปแบบ
ต่าง ๆ เช่น งานประเพณีวันสงกรานต์ วันลอยกระทง วันสำคัญทางศาสนา
๓. นโยบายด้านเศรษฐกิจ
๓.๑ สนับสนุน ส่งเสริมการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรทางเลือกและเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกร
๓.๒ ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาฝีมือแรงงาน และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยยึดหลัก
เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๓.๓ ส่งเสริมให้ประชาชนได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเพิ่มรายได้
ให้แก่ท้องถิ่น
๓.๔ ส่งเสริมให้มีการร่วมกลุ่ม/จัดตั้งกลุ่มอาชีพต่าง ๆ แต่ละกลุ่มในเขตตำบล ร่วมกับ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาถึงปัญหา และแนวทางแก้ไขตลอดจนกำหนด
ยุทธศาสตร์ในการดำเนินกาอย่างเป็นระบบ และสามารถสร้างเครือข่ายร่วมกับ
ตำบลอื่นได้ ต่อไป
๔. นโยบายด้านสาธารณสุข
๔.๑ ส่งเสริมและพัฒนาการบริหารด้านสาธารณสุข
๔.๒ ดำเนินการให้มีการประกอบการที่ถูกสุขลักษณะในสถานบริการผู้ประกอบการ
ตลาด โรงฆ่าสัตว์
๔.๓ เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์โรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในเขตตำบล
๕. นโยบายด้านชุมชนและสวัสดิการสังคม
๕.๑ ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและการสร้างชุมชนเข้มแข็ง
๕.๒ ส่งเสริมสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์
๕.๓ ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ประชาชน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
๕.๔ สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ในการป้องกันยาเสพติด โดยจัดให้มีสนามกีฬาและจัดการ
แข่งขันกีฬาระดับหมู่บ้านและระดับตำบล เพื่อเยาวชนและประชาชนห่างไกลจาก ยาเสพติด
๖. นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
๖.๑ สร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม
๖.๒ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูลและบำบัดน้ำเสีย
๖.๓ ควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน
๗. นโยบายด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และการป้องกันสาธารณภัย
๗.๑ เสริมสร้างความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตตลอดจนทรัพย์สินของ
ประชาชน
๗.๒ ส่งเสริม สนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
๗.๓ สนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชน
๘. นโยบายด้านการบริหาร การปกครองและบุคลากรท้องถิ่น
๘.๑ จัดบรรยากาศที่ว่าการองค์การบริหารส่วนตำบล ให้เป็นบรรยากาศแห่งการต้อนรับประชาชนด้วย การยิ้มแย้ม แจ่มใส เต็มใจบริการ โดยยึดหลัก “การบริการคืองานของเรา”
๘.๒ เพิ่มทักษะ ความสามารถของพนักงานและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพในการบริการประชาชน ให้รวดเร็ว เสมอภาค และเป็นธรรม
๘.๓ ปรับปรุง และพัฒนารายได้ ในด้านการจัดเก็บภาษี และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ทั่วถึงและเป็นธรรม
๘.๔ เน้นการบริหารราชการโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมากขึ้น
โดยการเสนอแนะ แสดงความคิดเห็น รวมถึงการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน
๘.๕ เน้นการบริหารราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี (ธรรมาภิบาล) ประกอบด้วย
หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม สำนึกรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า
๙. นโยบายเร่งด่วน
- ปรับปรุง ระบบประปา โดยมุ้งเน้นให้มีน้ำประปาที่สะอาด เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทุกครัวเรือน ปรับปรุงเพิ่มเติมระบบประปาเดิมให้ดีมีมาตรฐาน
- ปรับปรุงระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ทุกพื้นที่ในเขตตำบลแก่งศรีภูมิ
- พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้สมบูรณ์แบบ มีขีดความสามารถทัดเทียมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ
- ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ยากไร้ จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
จากนโยบายทั้งหมด ๙ ด้าน ที่กระผมได้แถลงให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ได้รับทราบมาทั้งหมดนี้ จะประสบผลสัมฤทธิ์ไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือด้วยดี และได้รับแรงสนับสนุน จากท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ตลอดทั้งข้าราชการ/พนักงาน และพี่น้องประชาชนชาวตำบลแก่งศรีภูมิทุกหมู่บ้าน
กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายทั้ง ๙ ด้านนี้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี และสัมฤทธิ์ผลตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังคำวิสัยทัศน์ที่ว่า ” “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง บริการเป็นเลิศ เชิดชูวัฒนธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง“ ทุกประการ ซึ่งจะส่งผลให้พี่น้องประชาชนตำบลแก่งศรีภูมิ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง และมีสังคมที่ดีขึ้น มีจิตใจที่โอบอ้อม อารี เอื้อเฟื้อ เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน มีจริยธรรมและคุณธรรมมากขึ้น และชุมชนตำบลแก่งศรีภูมิของเรา ก็จะเป็นชุมชนตัวอย่าง เป็นชุมชนต้นแบบให้แก่สังคมใกล้เคียงได้นำไปเป็นตัวอย่างต่อไป
และในการนี้ กระผมขอแนะนำทีมงานบริหารที่จะเข้ามาช่วยเหลืองานของกระผม ประกอบด้วย
๑. นายสุพล จำปีพรม ตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
๒. นายคมสัน พันสอน ตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
๓. นายอภิสิทธิ์ จำนงศรี ตำแหน่ง เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
โดยกระผมจะแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้
นายสุพล จำปีพรม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
รับผิดชอบ
- งานกิจการประปา
- งานด้านการศึกษา ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมและกีฬา
- งานด้านสาธารณสุข
- งานด้านสิ่งแวดล้อม
นายคมสัน พันสอน ตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
รับผิดชอบ
- งานไฟฟ้าไฟฟ้า
- งานประชาสัมพันธ์ (เสียงตามสาย/หอกระจายข่าว)
- งานด้านการบริหารงานบุคคล
นายอภิสิทธิ์ จำนงศรี ตำแหน่ง เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
รับผิดชอบ
- งานด้านกิจการ อปพร.
- งานการใช้รถยนต์ส่วนกลาง
- งานด้านสวัสดิการชุมชน
- งานด้านการส่งเสริมอาชีพ
- งานผู้สูงอายุ/ผู้พิการ/ผู้ป่วยเอดส์/ผู้ด้อยโอกาส
กระผม ขอเรียนให้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ทุกท่านทราบว่า กระผมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น และตั้งใจ ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้บริหาร กระผมมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ให้มีความเจริญก้าวหน้า โดยจะดำเนินการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิแห่งนี้ โดยจะคำนึงถึงความถูกต้อง ความเป็นธรรม และบริหารงานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และที่สำคัญ จะยึดเอาประโยชน์สุขและความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ
กระผมขอให้คำมั่นว่า จะดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ ตามแผนพัฒนาและแผนการดำเนินการ ที่จะได้ทำต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และกระผมเชื่อมั่นว่าจะได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ที่จะร่วมกันทำงานให้บรรลุผลสำเร็จที่พึงประสงค์ ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ทุกประการ เพราะเป้าประสงค์ของเราทุกคนคือ “ประโยชน์สุขของประชาชน”
แนวคิดในการปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน
- ยึดประชาชน
นายกองค์การบริหารส่วนตำบล มีหน้าที่ความรับผิดชอบงานที่มีความยาก และคุณภาพของงานสูงมาก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ ความรับผิดชอบและคุณภาพของงาน โดยควบคุมหน่วยงานหลายหน่วยงาน และปกครองผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก ผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ความรู้มีทักษะความสามารถทั้งในด้านการบริหารจัดการองค์กร ทักษะการปกครองบังคับบัญชา ความรอบรู้ในระเบียบข้อกฎหมายต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถปรับประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เพื่อประโยชน์แก่คนในท้องถิ่น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในท้องถิ่นภาย ใต้กรอบกฎหมาย
แนวคิดในการปฏิบัติงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานตามนโยบายของแผนงานที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นผู้กำหนดให้สอดคล้องกับกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ข้าพเจ้าจึงขอเสนอแนวคิดในการปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทและหน้าที่ ภายใต้วิสัยทัศน์ (VISION ) “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง บริการเป็นเลิศ เชิดชูวัฒนธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการและพนักงาน หรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำค่านิยมสร้างสรรค์และจรรยาบรรณให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือปฏิบัติ ซึ่งค่านิยมสร้างสรรค์ 5 ประการ ได้แก่
- กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ความชอบ
ธรรม ความเสียสละ หลักวิชาและจรรยาวิชาชีพไม่โอนอ่อนตามอิทธิพล
- มีคุณธรรมและความรับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา แยกเรื่อง
ส่วนตัวออกจากหน้าที่การงานมีการรับผิดชอบต่องานในหน้าที่ต่อผลงานองค์กร และประชาชน
- โปร่งใสตรวจสอบได้ปรับปรุงกลไกและวิธีการทำงานให้มีความชัดเจน
โปร่งใสสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ และพร้อมเปิดเผยข้อมูลอันไม่ต้องตามกฎหมาย
- ไม่เลือกปฏิบัติให้บริการโดยเสมอภาค เป็นธรรม เน้นความสะดวก รวดเร็ว
ประหยัด ด้วยความมีน้ำใจเมตา
- มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานโดยปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
- งานแล้วเสร็จตามวัถุประสงค์ เกิดผลดีต่อหน่วยงานและส่วนรวม โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าพระราชฤษฏีกาว่าด้วยวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2546 ได้กำหนดหลักการบริหารราชการที่มีคุณภาพมีคุณธรรมและจริยธรรม มีการพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก มีผลใช้บังคับกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยนั้น
ประกอบด้วยหลัก 6 ประการคือ
- หลักนิติธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ให้ทันสมัย
และเป็นที่ยอมรับของสังคม ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับโดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมาย มิใช้ตามอำเภอใจหรืออำนาจของตัวบุคคล
- หลักคุณธรรม ได้แก่ การส่งเสริมคนดีคนเก่ง การยึดมั่นในความ
ถูกต้องดีงาม เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างแก่สังคม และส่งเริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตัวเองไปพร้อมกันเพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริต
- หลักความโปร่งใส ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของ
คนในชาติปรับปรุงการทำงานให้มีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมา ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและมีขบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกชัดเจนได้
- หลักการมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
รับรู้ และเสมอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ
- หลักความรับผิดชอบ ได้แก่ การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึก
ในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะ และการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตน
- หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มี
จำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม ประหยัด ใช้อย่างคุ้มค่า ดำรงชีวิตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์
จากแนวความคิดดังกล่าวข้างต้น สามารถนำมาสังเคราะห์ลักษณะร่วม
เป็นกรอบความคิดและคำจำกัดความ ได้แก่ การบริหารงานเพื่อประโยชน์ต่อท้องถิ่นของนักบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบล คือ การบริหารงานที่มุ่งบรรลุเป้าหมายโดยคำนึงถึงมิติต่อไปนี้
- การคำนึงถึงประสิทธิภาพและปประสิทธิผล หมายถึง
บริหารงานอย่างมีระเบียบแบบแผน การทำงานเป็นทีม การนำความทันสมัยมาใช้ในงาน การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ร่วมงาน และความมุ่งมั่นในความสำเร็จ
- ความรับผิดชอบต่อสังคม หมายถึงความรู้สึกเป็นเจ้าของ
ร่วมกัน การตระหนักถึงปัญหาของสังคม ความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา และการมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน
- การตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น หมายถึง
การตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกัน การให้ความสำคัญกับประชาชนส่วนน้อย และการแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงสภาพที่แท้จริงของท้องถิ่น
- การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงาน หมายถึงการ
ยอมรับความแตกต่างทางความคิด การรับฟังความเห็นของประชาชน การเปิดเผยข้อมูล และการยอมรับการตรวจสอบจากผู้เกี่ยวข้อง
- ความซื่อสัตย์ เป็นธรรม โปร่งใส หมายถึง การบริหารงาน
อย่างถูกต้องตามกฎหมาย การไม่ทุจริต การยึดถือหลักคุณธรรม และความโปร่งใสในการบริหารงาน
- ความมีจริยธรรมและเคารพกฎหมาย หมายถึง การปฏิบัติตน
ภายในกรอบของกฎหมายและจริยธรรมเพื่อเป็นตัวอย่างที่ของสังคม
2. แนวทางพัฒนางานในหน้าที่
จากแนวคิดการปฏิบัติงานที่ได้นำเสนอในตอนแรกไปแล้ว แนวทางการพัฒนางานในหน้าที่นั้น จะเน้นการบริหารงานโดยใช้การบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคมที่ดี (Good Governance) หรือ การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีการทำงานที่โปร่งใสมากขึ้น การทุจริตประพฤติมิชอบกระทำได้ยากมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานใดๆ เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อองค์การบริหารส่วนตำบลและประชาชน ไม่เกิดการสูญเสียทรัพยากรสาธารณะ โดยไร้ประโยชน์ การทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน ประชาชนได้รับการบริการที่ดีขึ้น เนื่องจากองค์การบริหาร ส่วนตำบลมีกลไกการทำงานที่ดี มีผู้ปฏิบัติงานที่มีคุณธรรมและความรับผิดชอบ ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับงานบริการและส่วนรวม องค์การบริหารส่วนตำบลมีการพัฒนาแบบยั่งยืน และมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงและภาวะวิกฤติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้อย่างทันสถานการณ์
แนวทางการพัฒนางานในหน้าที่ โดยใช้การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี หรือการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล นั้น ข้าพเจ้าได้ใช้องค์ประกอบตามหลักการบริหารจัดการที่ดี เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เพื่อติดตามประเมินผล นำไปสู่การวางกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานและพัฒนางานในหน้าที่ ดังนี้
1. หลักนิติธรรม ข้าพเจ้าได้มีการกำหนดแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ในแต่ละส่วนงานอย่างชัดเจนตามกฎหมาย โดยข้าพเจ้าได้ติดตามการใช้อำนาจในแต่ละส่วนโดยให้ได้รับการตรวจสอบ,การออกระเบียบ เทศบัญญัติใดที่เกี่ยวกับการไปจำกัดสิทธิของประชาชน ข้าพเจ้าจะให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน, มีการวางกำหนดขั้นตอนการให้บริการประชาชน การขอรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างเป็นธรรม ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ,กำหนดให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อลดขั้นตอนในการทำงาน ,มีการตรวจสอบกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศที่เป็นอุปสรรคหรือ ก่อให้ความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน มีการทบทวนกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเหมาะสมอยู่เสมอ
2. หลักคุณธรรม ข้าพเจ้าได้กำหนดวางมาตรการระบบการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม ,การวางมาตรการให้องค์การบริหารส่วนตำบลปลอดจากการคอรัปชั่นและปลอดจากการทำผิดวินัย โดยตรวจสอบทั้งในด้านหน้าที่การงาน,ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และพฤติกรรมส่วนตัว, การพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่โดยยึดหลักความสามารถ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตนต่อเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน โดยยึดหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
3. หลักความโปร่งใส ข้าพเจ้าได้จัดวางระบบการตรวจสอบควบคุมภายในให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพสูง โดยกำหนดการให้ข้อมูลในด้านโครงสร้าง ความรับผิดชอบของหน่วยงานใครทำหน้าที่อะไรในแต่ละด้าน, ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้การทำงานของหน่วยงาน,กำหนดกลยุทธ์ในการบริหารที่สามารถตรวจสอบการทำงานโดยบุคคลภายในและบุคคลภายนอกได้ (มีคณะกรรมการที่ปรึกษา/การติดตามประเมินผลที่มาจากภาคประชาชน) จัดวางระบบการให้คุณ ให้โทษที่เป็นธรรม และให้รางวัลจูงใจตอบแทน
แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูง, จัดหา กลยุทธ์วางแนวทางเปิดโอกาสให้ประชาชน สื่อมวลชน และหน่วยงานพัฒนาเอกชน ได้มีโอกาสเข้าร่วมการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงาน จัดวางระบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการให้รวดเร็ว กว้างขวาง และถูกต้อง
4. หลักการมีส่วนร่วม ข้าพเจ้าได้วางมาตรการหาแนวทางที่จะให้ประชาชน มีช่องทางเพิ่มขึ้นในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงาน, เพิ่มช่องทางการใช้สื่อในการให้ข้อมูล, การเพิ่มช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นจากภายนอกหน่วยงาน และนำความคิดเห็นที่รับฟังไปใช้ในการปรับปรุงการทำงาน, ส่งเสริมให้ประชาชน เจ้าหน้าที่ภายในและภายนอกองค์กร สามารถเข้ามีส่วนร่วมรับรู้รับทราบ ร่วมเสนอปัญหา ให้ข้อคิดเห็น ร่วมปฏิบัติ ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผลประโยชน์ ตลอดจนร่วมตรวจสอบติดตามประเมินผล
5. หลักการสำนึกรับผิดชอบ ข้าพเจ้าได้ดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงการปฏิบัติราชการระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบภายในหน่วยงาน โดยมีการกำหนดภารกิจที่มอบหมายงาน การทำความเข้าใจและเห็นชอบร่วมกันกับการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายและความคาดหวังจากการทำบันทึกข้อตกลงการปฏิบัติราชการ, จัดวางระบบการบริหารงานภายในสร้างค่านิยมให้ผู้ปฏิบัติงาน เต็มใจที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ และเทคโนโลยีสมัยใหม่,จัดระบบการสื่อสารภายในให้มีการกระจายข่าวสารข้อมูลอย่างเปิดเผยโดยทั่วถึง ถูกต้องสมบูรณ์ ไม่มีการปิดเบือน, ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม, สร้างขวัญกำลังใจ ยอมรับความสามารถแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ดีเยี่ยม สร้างความศรัทธาเชื่อมั่นแก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติงานและจัดวางมาตรการในการดำเนินการกับผู้ไม่มีผลงาน ,มีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานจัดทำดัชนีวัดผลการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน
6. หลักความคุ้มค่า ข้าพเจ้าได้จัดวางมาตรการการตรวจสอบภายในและการจัดทำรายงานการเงินเผยแพร่แก่สาธารณชนทั่วไป, ส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด, มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทันสมัยเพื่อลดต้นทุน ลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มปริมาณผลผลิต, มีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่มาจากการมีส่วนร่วมกำหนดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน
แผนปฏิบัติราช 4 ปี 2561 – 2564
แผนปฏิบัติราช 4 ปี 2561 – 2564
แผนการปฏิบัติราชการ ๔ ปี
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕6๔
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
คำนำ
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เป็นส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 โดยจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย มีบทบาทภารกิจในการพัฒนาท้องถิ่น เช่น การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น การบริหารงานบุคคล การเงิน การคลัง และการบริหารจัดการเพื่อให้ท้องถิ่น มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการให้บริการสาธารณะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิได้มุ่งมั่นให้มีชุมชนมีความเข้มแข็งและได้รับบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง และประชาชนมีความพึงพอใจ ควบคู่กับการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพ และมุ่งประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนาการบริหารจัดการที่ดี ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ที่ว่า “บ้านเมืองน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม นำการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิต พิชิตความยากจน ประชาชนมีส่วนร่วม”
เพื่อให้บุคลากรทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแผนการปฏิบัติราชการท้องถิ่น พ.ศ. 2559 – 2562 ตามนโยบายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็น จึงขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ฉบับนี้ จะเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้อันเป็นการตอบสนองนโยบายของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ที่มุ่งหมายให้มีการบริหารงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในตำบลแก่งศรีภูมิต่อไป
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
วิสัยทัศน์และพันธกิจ 1
ค่านิยมองค์กร 2
ยุทธศาสตร์ที่ 1
การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของท้องถิ่น 3
ยุทธศาสตร์ที่ 2
การปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ 5
ยุทธศาสตร์ที่ 3
พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน 7
ยุทธศาสตร์ที่ 4
สร้างความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 9
ภาคผนวก
แผนปฏิบัติราชการองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 25๖๑ – 256๔
******************************************
วิสัยทัศน์ ( Vision )
“บ้านเมืองน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม นำการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิต พิชิตความยากจน ประชาชนมีส่วนร่วม”
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการบริหาร จัดการท้องถิ่น
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : สร้างความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
พันธกิจ ( Mission)
- การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตามนโยบายของรัฐบาล และตามเป้าหมายยุทธศาสตร์
ของจังหวัดเลย
- ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาในด้านการส่งเสริมอาชีพ และความเข้มแข้งของชุมชน
ให้สามารถพึ่งตนเองได้
- การสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดี โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการวางแผนพัฒนา และการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
- ส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และสาธารณูปโภค
- การพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อการบริการ แลหะการบริหารให้เกิดความรวดเร็ว ฉับไว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
- การพัฒนาส่งเสริมการศึกษา ทั้งในระบบ และนอกระบบ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ความเป็นเลิศ
- ส่งเสริม และประสานการพัฒนาร่วมกับองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน โดยเน้น
ที่ประชาชนในท้องถิ่นเป็นจุดศูนย์กลาง
- บูรณาการด้านการบริการสู่ประชาชนเพื่อให้เกิดความพึงพอใจของประชาชนใน
ท้องถิ่นและชุมชน
- ส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชนให้ดำรงชีพอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ค่านิยมองค์กร
TEAMWINS
T = Teamwork การทำงานเป็นทีม หมายถึง บุคลากรมีความสามัคคี ประสานงานกันทำงานเพื่อองค์กร มีการระดมความคิดในการแก้ปัญหาร่วมกัน พัฒนางานร่วมกัน มีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวในด้านการบริหารจัดการ การปฏิบัติงาน และด้านกฎหมายมีทีมงานที่สามารถนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้พัฒนาการทำงานขององค์กร ชักชวนให้คนในองค์กรช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติจริง เพื่อการทำงานที่นำไปสู่เป้าประสงค์ขององค์กร
E = Equality of Work ความเสมอภาคในการทำงาน หมายถึง ผู้บริหารให้ความสำคัญในการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคน โดยให้ความเสมอภาคและความเป็นธรรม สร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้กับปฏิบัติงาน
A = Accountability ความรับผิดชอบ หมายถึง บุคลากรมีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและงานที่ต้องมีส่วนร่วมต่างๆ ปฏิบัติด้วยความตั้งใจอย่างเต็มความสามารถ บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ตระหนักในความรับผิดชอบ พร้อมที่จะให้ตรวจสอบ สามารถอธิบายถึงพฤติกรรมการกระทำของตนเองหรือหน่วยงานได้ รวมถึงความรับผิดชอบในผลการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายได้
M = Morality and Integrity การมีศีลธรรมและมีความซื่อสัตย์ หมายถึง บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และถูกต้อง เพื่อนำพาองค์กรให้เป็นที่น่าเชื่อถือ และก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ
W = Willingness ความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างเต็มศักยภาพ หมายถึง บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ เต็มความรู้ เต็มความสามารถ และเต็มเวลา เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จขององค์กร
I = Improvement การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ หมายถึง บุคลากรมุ่งมั่นแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และพัฒนางานในหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ
N = Network and Communication การเป็นเครือข่ายที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หมายถึง บุคลากรยิ้มแย้มต่อกันและกัน กล่าวคำทักทายซึ่งกันและกันเมื่อพบหน้ากันทุกครั้ง มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บุคลากรให้ความร่วมมือแก่คนในองค์กรที่มาติดต่อเป็นอย่างดี รวมทั้งการนำข่าวสารใหม่ๆ ดีๆ มาเผยแพร่เล่าสู่กันฟัง มีการจัดให้มีการพบปะสังสรรค์ระหว่างบุคลากรในองค์กร ตลอดทั้งยิ้มแย้มแจ่มใส่ต่อผู้มาใช้บริการ
S = Service Mind การมีจิตมุ่งบริการ หมายถึง บุคลากรให้บริการแก่ทุกคนที่มาติดต่อด้วยความตั้งใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีใจในการให้บริการด้วยกัลยาณมิตร มีการประสานสัมพันธ์กันในองค์กร พร้อมใจบริการเพื่อความพึงพอใจผู้ใช้บริการ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของท้องถิ่น
![]()
เป้าประสงค์ : หน่วยงานมีกลไกในการสร้างเครือข่ายและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
|
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย |
ปี 25๖๑ |
ปี 256๒ |
ปี 256๓ |
ปี 256๔ |
|
| หน่วยงานมีการวางมาตรการหรือกิจกรรมที่เป็นการสร้างเครือข่ายหรือมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | |
| หน่วยงานนำปัญหาและความต้องการของประชาชนที่มาจากการประชาคมหมู่บ้านหรือแผนชุมชน มาบรรจุไว้ในแผนพัฒนาสามปี | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 | |
| ความพึงพอใจของประชาชนในด้านความโปร่งใสของหน่วยงาน |
ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 |
||||
| การทักท้วงด้านการตั้งงบประมาณ การพัสดุการเบิกจ่ายเงิน และด้านบัญชี จากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ |
ไม่มีการทักท้วง |
||||
กลยุทธ์หลัก
- กระตุ้นและเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น
- สร้างเครือข่ายการพัฒนาท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ
- ผลัดดัน ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการตรวจสอบภาคประชาชน (People’s Audit) เช่น ส่งเสริมให้มีคณะกรรมการภาคประชาชน (Lay Board) เปิดเผยข้อมูลการปฏิบัติราชการให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ เป็นต้น
- นำปัญหาและความต้องการของประชาชนมากำหนดเป็นภารกิจและแผนดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ หรือเกิดผลต่อการพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
- เสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติราชการให้กับบุคลากร ตามแนวทางในการประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณข้าราชการที่กำหนด
- สร้างกลไกในการรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ จากประชาชน
โครงการ/กิจกรรมที่รองรับยุทธศาสตร์
- กิจกรรมการประชุมประชาคม และส่งเสริมกระบวนการแผนชุมชน เพื่อรับฟังความคิดเห็น นำปัญหา และความต้องการ/ข้อเสนอแนะจากชุมชน/หมู่บ้าน มาวิเคราะห์และบรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น
- แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นและคณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น มาจากภาคประชาชน
- แต่งตั้งคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา/ประกวดราคา, คณะกรรมการตรวจงานจ้าง/ตรวจรับพัสดุ มาจากภาคประชาชน
- โครงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน และกลุ่มองค์กรต่างๆ ในเขต อบต.แก่งศรีภูมิ
- โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจชุมชน ในกลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มสตรีแม่บ้าน
- โครงการสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มองค์กร/พลังมวลชนต่างๆ เช่น อาสาสมัครเกษตรตำบลแก่งศรีภูมิ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อาสาสมัครสาธารณสุข กลุ่มสตรีแม่บ้าน กลุ่มชมรมผู้สูงอายุ เป็นต้น
- โครงการส่งเสริมสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ เช่น ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนเชิงคุณธรรม ศูนย์การเรียนรู้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตำบลแก่งศรีภูมิ
- โครงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส เฝ้าระวังการทุจริตและประพฤติมิชอบ
- ประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
10. ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร แผนการดำเนินงาน แผนยุทธศาสตร์ แผนพัฒนา งบประมาณรายจ่าย ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง รายงานผลการปฏิบัติงาน ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์
![]()
เป้าประสงค์ : การปฏิบัติงานตามภารกิจของหน่วยงานเกิดผลสัมฤทธิ์
|
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย |
ปี 25๖๑ |
ปี 256๒ |
ปี 256๓ |
ปี 256๔ |
| – หน่วยงานปฏิบัติงานตามภารกิจหรือแผนการดำเนินงานที่ได้กำหนดไว้ | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 |
| – เกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ (Core team) | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 |
| – เกณฑ์การดำเนินการตามข้อตกลงการปฏิบัติราชการ ระหว่างพนักงานส่วนตำบลกับผู้บริหาร | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 |
กลยุทธ์หลัก
- ส่งเสริมการบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- ศึกษา วิจัย และติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ โดยวัดจากผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome) ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่
- พัฒนาระบบคุณภาพมาตรฐานการทำงานของบุคลากร โดยกระตุ้น เร่งเร้าให้บุคลากรปฏิบัติงานนำเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Good Governance Award) มาใช้กับหน่วยงาน
- พัฒนากลไกและระบบการดำเนินการตามข้อตกลงการปฏิบัติราชการ ระหว่างพนักงานส่วนตำบลกับผู้บริหาร ให้สามารถวัดผลได้ทั้งในระดับองค์กรและระดับบุคคล
- ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบและประเมินผลให้มีความเข้มแข็ง
- พัฒนาศักยภาพของหน่วยงาน ให้สามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น
- พัฒนาระบบการบริหารจัดการงบประมาณ การเงิน การคลัง ของหน่วยงาน
- พัฒนาสมรรถนะบุคลากร ให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการ/กิจกรรมที่รองรับยุทธศาสตร์
1. โครงการประเภทที่สามารถยกระดับการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เช่น การพัฒนาคุณภาพบริหารจัดการ (PMQA) เกณฑ์ตัวชี้วัดการปฏิบัติราชการ (KPI : Balance Score card) เป็นต้น
2. โครงการเสริมสร้างศักยภาพประสิทธิภาพของบุคลากรให้มีขีดความสามารถและมาตรฐานการทำงานให้อยู่ในระดับสูงขึ้น เช่น การฝึกอบรมตามตำแหน่ง การอบรมคอมพิวเตอร์ฯ เป็นต้น
3. ติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ เช่น ตรวจติดตามการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการมาตรฐานฯ (Core team) และด้านการเงินการคลังฯ โดยสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด ตรวจติดตามการปฏิบัติตามระบบควบคุมภายใน โดยสำนักงานท้องถิ่นอำเภอตรวจติดตามการบริหารของผู้บริหาร โดยผู้ตรวจราชการกรมฯ เป็นต้น
4. โครงการจัดการความรู้ (KM) ขององค์กร
5. โครงการที่อบรมการวิเคราะห์กำหนดกลุ่มงาน (Job Family) และสมรรถนะประจำตำแหน่ง การจัดคนสงสู่ตำแหน่ง การจัดทำแผนอัตรากำลัง การบริหารงานบุคคล เป็นต้น
5. โครงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เช่น พัฒนาสมรรถนะในแต่ละตำแหน่งให้มีศักยภาพสูง พัฒนาผู้บริหาร เสริมสร้างขีดความสามารถของสำนัก/ส่วนในการแก้ไขปัญหาสังคม และการให้บริการประชาชน เป็นต้น
6. โครงการที่ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน เช่น ประเมินระบบการควบคุมภายในตามมาตรฐาน คตง. การปฏิบัติงานตามภารกิจถ่านโอนฯ การใช้ประโยชน์จากมาตรฐานการบริการสาธารณะ เป็นต้น
7. โครงการที่พัฒนาการบริหารจัดการระบบงบประมาณ เช่น ติดตามผลการจัดทำแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สิน ความพยายามในการจัดเก็บภาษี ประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ระบบสารสนเทศการบริหารจัดการเพื่อการวางแผนติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณ เป็นต้น
8. โครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบรมความรู้กฎหมาย ระเบียบใหม่ อบรมพัฒนาศักยภาพให้กับพนักงานส่วนตำบล ลูกจ้าง และพนักงานจ้าง เสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข พัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสฯ โดยชุมชน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน
![]()
เป้าประสงค์ : ประชาชนทุกระดับมีความพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน
|
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย |
ปี 25๖๑ |
ปี 256๒ |
ปี 256๓ |
ปี 256๔ |
| ความพึงพอใจของประชาชนในคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน |
ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 |
|||
กลยุทธ์หลัก
- ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกินความจำเป็น เช่น การลดระยะเวลาในการพิจารณา การสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ หรือการปฏิบัติราชการที่มีผลโดยตรงต่อประชาชนให้เกิดความสะดวกรวดเร็วขึ้น
- สร้างกลไกการรับฟังความคิดเห็น และความพึงพอใจของประชาชนหรือผู้ขอรับบริการ
- กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานทุกกระบวนการ โดยประกาศให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง
- พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงาน สำหรับใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีความทันสมัย รวดเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพ
- สร้างมาตรการในการเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ให้กับบุคลากรของหน่วยงาน
โครงการ/กิจกรรมที่รองรับยุทธศาสตร์
- โครงการปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เช่น การรับชำระภาษี การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การจดทะเบียนพาณิชย์ การขออนุญาตก่อสร้าง เป็นต้น
- กระจายอำนาจการตัดสินใจในการบริหารงาน เช่น การให้รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ สามารถสั่งอนุมัติ อนุญาต และสั่งใช้ อปพร. ในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น
3. โครงการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Scorecard)
4. โครงการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติราชการ
5. โครงการพัฒนาบุคลิกภาพให้กับบุคลากร
6. โครงการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรในหน่วยงาน
7. โครงการ อบต. เคลื่อนที่
8. โครงการให้บริการประชาชนในช่วงเวลาพักเที่ยงและวันหยุดราชการ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : สร้างความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
![]()
เป้าประสงค์ : ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากภารกิจที่หน่วยงานได้ดำเนินการ และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงทุน
|
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย |
ปี 25๖๑ |
ปี 256๒ |
ปี 256๓ |
ปี 256๔ |
| ความคุ้มค่าของงบประมาณในการดำเนินการตามภารกิจ | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 |
| ความประหยัดพลังงานไฟฟ้า |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 |
| ความประหยัดและความคุ้มค่าในการบริหารจัดการโครงการหรืองานประจำ |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 |
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 |
กลยุทธ์หลัก
- สร้างกลไกในการลดรายจ่าย และประเมินความคุ้มค่า โดยคำนึงถึงประเภทและสภาพของแต่ละภารกิจ ความเป็นไปได้ และประโยชน์ที่หน่วยงานและประชาชนจะได้รับ
- สร้างกลไกในการใช้ทรัพยากรของหน่วยงานให้คุ้มค่าและใช้งานได้ในระยะยาว
โครงการ/กิจกรรมที่รองรับยุทธศาสตร์
- โครงการประหยัดพลังงานในหน่วยงาน
- ประชุมชี้แจงสร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากร ในการช่วยกันประหยัดพลังงาน และประหยัดงบประมาณในการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่หน่วยงานและประชาชนจะได้รับเป็นหลัก
- ประชุมชี้แจงปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้กับบุคลกร ในการใช้ทรัพยากรของหน่วยงานให้คุ้มค่า และสามารถใช้งานได้ในระยะยาว
ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
เรื่อง การใช้แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี (พ.ศ.25๖๑ – 256๔)
**********************************
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 16 กำหนดให้ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้น โดยจัดทำเป็นแผนสี่ปี ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้กำหนดให้ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการสี่ปี ในลักษณะของแผนก้าวหน้า จะต้องทบทวน และจัดทำทุกปี เพื่อจะได้ตอบสนองต่อสถานการณ์และเป็นปัจจุบัน
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอประกาศใช้แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี (พ.ศ. 25๖๑ – 256๔) ต่อไป
จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ 1 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 255๑
(นายสมหวัง ธรรมกุล)
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
ที่ 63/255๑
เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี (พ.ศ. 25๖๑ – 256๔)
—————————————————–
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 16 กำหนดให้ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้น โดยจัดทำเป็นแผนสี่ปี ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้กำหนดให้ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการสี่ปี ในลักษณะของแผนก้าวหน้า จะต้องทบทวน และจัดทำทุกปี เพื่อจะได้ตอบสนองต่อสถานการณ์และเป็นปัจจุบัน
เพื่อให้การจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี (พ.ศ. 25๖๑ – 256๔) ขององค์การบริหารส่วนตำบล แก่งศรีภูมิ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ประกอบด้วย
1.นายสมหวัง ธรรมกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ประธานกรรมการ
2.นายฤาเชษฐ กองดา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ กรรมการ
3.นางจุฑาภักดิ์ กองฉันทะ ผู้อำนวยการกองคลัง กรรมการ
4.นายชาตรี กองฉันทะ ผู้อำนวยการกองช่าง กรรมการ
5.นางสาวอรษา โกงจีน หัวหน้าสำนักงานปลัด กรรมการและเลขานุการ
6.น.ส.นันท์นภัส วิไลลักษณ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน กรรมการ/เลขานุการ
ให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. วิเคราะห์ภารกิจ อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และตามพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาล แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาตำบลและสภาพปัญหาของตำบลแก่งศรีภูมิ
2. กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับภารกิจตามอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ให้สามารถแก้ไขปัญหาของตำกะเปา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คู่มือร้องเรียน-อบต.แก่งศรีภูมิ
คู่มือผลประโยชน์ทับซ้อน อบต แก่งศรีภูมิ
คู่มือผลประโยชน์ทับซ้อน อบต แก่งศรีภูมิ
คู่มือการบริหารจัดการและส่งเสริมการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
ขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
โทรศัพท์/โทรสาร 042-870590
เว็ปไซต์ : www.kangsriphum.go.th
คำนำ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐในการปกครอง และบริหารจัดการในเขตพื้นที่
รับผิดชอบ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะด้านต่างๆ ซึ่งดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้แก่คนในท้องถิ่นเป็นองค์กรที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน และมีความเข้าใจในสภาพและรับรู้ถึงสาเหตุของปัญหา ที่เกิดขึ้นภายในท้องถิ่นดีกว่าหน่วยงานราชการส่วนกลาง ในการปฏิบัติงานและดำเนินการขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นย่อมอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและประเทศชาติ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอันเป็นปัญหาของสังคมไทยที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน ทั้งในเชิงขนาด และความสลับซับซ้อนของปัญหาทุจริต ซึ่งทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้มีคำสั่งที่ ๖๙/๒๕๕๙ เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยทุกส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐ กำหนดมาตรการหรือแนวทางแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกส่วนในการตรวจสอบ เฝ้าระวัง เพื่อสกัดกั้นเพื่อมิให้เกิดการทุจริตได้
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการปฏิบัติงานและการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงดำเนินการจัดทำคู่มือการพัฒนาส่งเสริมการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
สารบัญ
หน้า
- เกริ่นนำ 1
- ค่านิยมหลัก ๑๒ ประการ 1
- หลักธรรมาภิบาล 2
- หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2
- ประมวลจริยธรรมองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ 3
- ข้อบังคับองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ 4 ว่าด้วยจรรยาข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
- มาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรม พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้าง 5 ขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
- ประกาศเจตนารมณ์องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เป็นหน่วยงานในการต่อต้าน 6 การทุจริตคอรัปชั่น
- ความหมายผลประโยชน์ทับซ้อน 7
- บทที่ ๑ การบริหารจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน 8 – นิยามศัพท์และแนวคิดสำคัญ
– หลัก ๔ ประการสำหรับการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน
– แนวทางการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน
- บทที่ ๒ การเปิดเผยผลประโยชน์สาธารณะ 14
– การเปิดเผยผลประโยชน์สาธารณะ
- บทที่ ๓ การให้-การรับของขวัญและผลประโยชน์ 19
– แนวพิจารณาในทางปฏิบัติ
ภาคผนวก
บันทึกข้อความเสนอผู้บริหาร
-1-
เกริ่นนำ
การมีผลประโยชน์ทับซ้อน ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นประเภทหนึ่ง เพระเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนบุคคลโดยการละเมิดต่อกฎหมาย หรือจริยธรรม ด้วยการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปแทรกแซงการใช้ดุลพินิจในกระบวนการตัดสินใจชองเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนทำให้เกิดการละทิ้งคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ ขาดความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความเป็นธรรม จนส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะของส่วนรวม และทำให้ผลประโยชน์หลักขององค์กร หน่วยงาน สถาบันและสังคมต้องสูญเสียไป โดยผลประโยชน์สูญเสียไปอาจอยู่ในรูปของผลประโยชน์ทางการเงิน คุณภาพให้บริการ ความเป็นธรรมในสังคม รวมถึงคุณค่าอื่นๆ ตลอดจนโอกาสในอนาคตตั้งแต่ระดับองค์กรจนถึงระดับสังคม ตัวอย่างเช่น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดจากผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการอนุมัติ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการใด ๆ หรือแลกเปลี่ยนกับการละเว้น การยกเว้น หรือการจัดการประมูลทรัพย์สินของรัฐเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพวกพ้อง ฯลฯ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผู้จงใจกระทำความผิดยังพบผู้กระทำความผิดโดยไม่เจตนา หรือไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวอีกเป็นจำนวนมาก จนนำไปสู่การถูกกล่าวหาร้องเรียนเรื่องการทุจริตหรือถูกลงโทษทางอาญา
ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflic of interest : COI) เป็นประเด็นปัญหาทางการบริหารภาครัฐในปัจจุบันที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในระดับที่รุนแรงขึ้น และยังสะท้อนปัญหาการขาดหลักธรรมาภิบาลและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ได้ตระหนักถึงความสำคัญการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการปฏิบัติราชการ จึงได้นำนโยบายของรัฐบาลมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานดังนี้
ค่านิยมหลัก ๑๒ ประการ
การสร้างค่านิยมหลักของคนไทย ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เข้มแข็ง โดยต้องสร้างคนในชาติ ให้มีค่านิยมไทย ๑๒ ประการ
- มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
- ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน
- กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
- ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม
- รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย
- มีศีลธรรม รักษาความสัตย์
- เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย
- มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
- มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ
- รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ
- คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน
–2-
หลักธรรมาภิบาล
“หลักธรรมาภิบาล” หรืออาจเรียกได้ว่า “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หลักธรรมรัฐ และบรรษัทภิบาล ฯลฯ” ซึ่งเรารู้จักกันในนาม “Good Governance” ที่หมายถึง การปกครองที่เป็นธรรม นั้นไม่ใช่แนวความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม แต่เป็นการสะสมความรู้ที่เป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมวลมนุษย์เป็นพันๆปี ซึ่งเป็นหลักการเพื่อการอยู่ร่วมกันในบ้านเมืองและสังคมอย่างมีความสงบสุขสามารถประสานประโยชน์และคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งโดยสันติวิธีและพัฒนาสังคมให้มีความยั่งยืน
องค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาล
หลักธรรมาภิบาลมีองค์ประกอบที่สำคัญ ๖ ประการดังนี้
๑. หลักนิติธรรม คือ การตรากฎหมาย กฎ ระเบียบข้อบังคับและกติกาต่างๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม ตลอดจนเป็นที่ยอมรับของสังคมและสมาชิก โดยมีการยินยอมพร้อมใจและถือปฏิบัติร่วมกันอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม
๒. หลักคุณธรรม คือ การยึดถือและเชื่อมั่นในความถูกต้องดีงาม โดยการรณรงค์เพื่อสร้างค่านิยมที่ดีงามให้ผู้ปฏิบัติงานในองค์การหรือสมาชิกของสังคมถือปฏิบัติ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ ความอดทนขยันหมั่นเพียร ความมีระเบียบวินัย เป็นต้น
๓. หลักความโปร่งใส คือ การทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาและสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ โดยการปรับปรุงระบบและกลไกการทำงานขององค์กรให้มีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารหรือเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกตลอดจนมีระบบหรือกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และช่วยให้การทำงานของภาครัฐและภาคเอกชนปลอดจากการทุจริตคอรัปชั่น
๔. หลักความมีส่วนร่วม คือ การทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ และร่วมเสนอความเห็นในการตัดสินใจสำคัญๆของสังคม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีช่องทางในการเข้ามามีส่วนร่วมได้แก่ การแจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะ การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติหรืออื่นๆ และขจัดการผูกขาดทั้งโดยภาครัฐหรือโดยภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสามัคคีและความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน
๕. หลักความรับผิดชอบ ผู้บริหาร พนักงานและลูกจ้างต้องตั้งใจปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่อย่างดียิ่ง โดยมุ่งให้บริการแก่ผู้มารับบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ มีความรับผิดชอบต่อความบกพร่องในหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบอยู่ และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที
๖. หลักความคุ้มค่า ผู้บริหารต้องตระหนักว่ามีทรัพยากรค่อนข้างจำกัด ดังนั้นในการบริหารจัดการจำเป็นจะต้องยึดหลักความประหยัดและความคุ้มค่า ซึ่งจำเป็นจะต้องตั้งจุดมุ่งหมายไปที่ผู้รับบริการหรือประชาชนด้วย
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่ พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกิน โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
-3-
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
เงื่อนไข
การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ต้องอาศัย ทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน
เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณา ให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วยมีความตระหนัก ในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติ ปัญญาในการ ดำเนินชีวิต
ประมวลจริยธรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ จึงได้กำหนดมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ดังเช่น
๑. ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองท้องถิ่นฝ่ายบริหาร องค์การบริหารส่วนตำบล แก่งศรีภูมิ พ.ศ. ๒๕๕๓
ข้อ ๕ ข้าราชการการเมืองท้องถิ่น มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม เป็นกลางทางการเมือง อำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชนตามหลักธรรมมาภิบาล โดยจะต้องยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ๙ ประการ ดังนี้
๑) ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม
๒) การมีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบ
๓) การยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
๔) การยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และถูกกฎหมาย
๕) การให้บริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว มีอัธยาศัย และไม่เลือกปฏิบัติ
๖) การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
๗) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน รักษามาตรฐาน มีคุณภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
๘) การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๙) การยึดมั่นในหลักจรรยาวิชาชีพขององค์การ
๒. ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองท้องถิ่นฝ่ายสภาท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ พ.ศ. ๒๕๕๓
ข้อ ๕ ข้าราชการการเมืองท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม เป็นกลางทางการเมือง อำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชนตามหลักธรรมาภิบาล โดยจะต้องยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ๙ ประการ ดังนี้
๑) ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม
๒) การมีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบ
-4-
๓) การยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อน
๔) การยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และถูกกฎหมาย
๕) การให้บริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว มีอัธยาศัย และไม่เลือกปฏิบัติ
๖) การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
๗) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน รักษามาตรฐาน มีคุณภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
๘) การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๙) การยึดมั่นในหลักจรรยาวิชาชีพขององค์การ
๓. ประมวลจริยธรรมของข้าราชการ องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ พ.ศ. ๒๕60
ข้อ ๓ ข้าราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ทุกคน มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม เป็นกลางทางการเมือง อำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาล โดยจะต้องยึดมั่นในค่านิยมหลัก ๑o ประการดังนี้
๑) การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๒) ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม
๓) การมีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบ
๔) การยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อน
๕) การยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และถูกกฎหมาย
๖) การให้บริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว มีอัธยาศัย และไม่เลือกปฏิบัติ
๗) การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
๘) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน รักษามาตรฐาน มีคุณภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
๙) การยึดมั่นในหลักจรรยาวิชาชีพขององค์กร
๑o) การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในท้องถิ่นประพฤติตนเป็นพลเมืองที่ดี ร่วมกัน พัฒนาชุมชนให้น่าอยู่คู่คุณธรรมและดูแลสภาพสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ข้อบังคับองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ว่าด้วยจรรยาข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ในฐานะเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดโดยมีหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นการดำเนินการด้านการเงิน การคลังงบประมาณการพัสดุการจัดเก็บรายได้ การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนวางมาตรฐานการดำเนินงานจัดการบริการสาธารณะการศึกษาของท้องถิ่นการบริหารงานบุคคลและพัฒนาบุคลากรรวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารงานและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฉะนั้นเพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกของข้าราชการให้สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมีความโปร่งใสและเป็นธรรมจึงสมควรให้มีข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ จึงได้กำหนดข้อบังคับจรรยาข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เพื่อเป็นกรอบมาตรฐานในการประพฤติปฏิบัติตนของข้าราชการลูกจ้างและพนักงานจ้างให้มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรมธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของข้าราชการอันจะทำให้ได้รับการยอมรับเชื่อถือและศรัทธาจากประชาชนทั่วไปไว้ดังนี้
-5-
ข้อ ๑ ความซื่อสัตย์และรับผิดชอบ
๑.๑ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
๑.๒ ใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างประหยัดและโปร่งใสเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราชการ
๑.๓ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ
๑.๔ รับผิดชอบต่อผลการกระทำของตนเองและมุ่งมั่นแก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
ข้อ ๒ การมีจิตสำนึกมุ่งบริการและให้คำปรึกษา
๒.๑ ให้บริการแก่ส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนอย่างเท่าเทียมกันด้วยความเต็มใจ
๒.๒ ให้คำปรึกษาแนะนำแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างถูกต้องรวดเร็วและครบถ้วน
ข้อ ๓ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน
๓.๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยมุ่งประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของงานเพื่อให้เกิดผลดีและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
๓.๒ ขยันอุทิศตนและมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จตามเป้าหมาย
๓.๓ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสามัคคีมีน้ำใจเพื่อให้บรรลุภารกิจของหน่วยงาน
๓.๔ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
ข้อ ๔ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม
๔.๑ ตัดสินใจบนหลักการข้อเท็จจริงเหตุผลเพื่อความยุติธรรม
๔.๒ ไม่มีอคติในการปฏิบัติหน้าที่
ข้อ ๕ การดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
๕.๑ วางแผนการดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมายพร้อมที่จะเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลง
๕.๒ ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่ามีเหตุผลและไม่ฟุ่มเฟือยเกินฐานะของตนเอง
๕.๓ ปฏิบัติตามหลักศาสนารู้จักพึ่งตนเองและลดละเลิกอบายมุข
ข้อ ๖ การยึดมั่นและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
๖.๑ ยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตน
๖.๒ กล้าหาญและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
๖.๓ ปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมจริยธรรมเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนข้าราชการ
ข้อ ๗ ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
๗.๑ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในขอบเขตของกฎหมาย
๗.๒ พร้อมรับการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อผลของการตรวจสอบ
มาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรม พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
อนุสนธิสัญญาทางคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) ได้กำหนดมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมของข้าราชการ พนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้ประมวลขึ้นจากข้อเสนอแนะของผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นหลักการและแนวทางปฏิบัติให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยทั่วไปใช้ยึดถือปฏิบัติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติ ดังนี้
-6-
- พึงดำรงตนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ และมีความรับผิดชอบ
- พึงปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผย โปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบ
- พึงให้บริการด้วยความเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว มีอัธยาศัยไมตรี โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
- พึงปฏิบัติหน้าที่โดยยึดผลสัมฤทธิ์ของงานอย่างคุ้มค่า
- พึงพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ และตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ
- พึงมีจรรยาบรรณต่อตนเอง
- พึงมีจรรยาบรรณต่อหน่วยงาน
- พึงมีจรรยาบรรณต่อผู้บังคับบัญชา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน
- พึงมีจรรยาบรรณต่อประชาชนและสังคม
ประกาศเจตนารมณ์องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เป็นหน่วยงานในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น
เนื่องด้วยองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ เป็นหน่วยงานที่รับใช้และให้บริการประชาชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ได้คำนึงถึงความต้องการและประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาทุจริตคอรัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อพี่น้องประชาชนทั้งทางอ้อมและทางตรง ทำให้ผลประโยชน์ไม่ตกถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ จึงมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการดำเนินงานให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้เพื่อให้องค์กรเป็นหน่วยงานในการต้านการทุจริตคอรัปชั่น โดยให้เจ้าหน้าที่ทุกคนถือปฏิบัติ ดังนี้
- ไม่ยักยอก เบียดบังเวลา และทรัพย์สินราชการ
- ไม่เรียก ไม่รับ ไม่เสนอสิ่งใดเพื่อประโยชน์มิชอบ
- ไม่ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ตนหรือพวกพ้อง
- ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เสมอภาค
- กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
- เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อพบเหตุคอร์รัปชั่น
- ร่วมปกป้อง คุ้มครอง ผู้ต่อต้านคอร์รัปชั่น
- พร้อมรับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน
ในคู่มือเล่มนี้ จะสะท้อนหลักการและแนวคิดที่เป็นสากลพร้อมข้อเสนอแนะทางการประยุกต์ใช้เพื่อการป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยมีสาระสำคัญเป็นเป็น ๓ บท ได้แก่
- บทที่ ๑ การบริหารจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน
- บทที่ ๒ การเปิดเผยผลประโยชน์สาธารณะ
- บทที่ ๓ การให้ – รับของขวัญและประโยชน์อื่นใด
-7-
ความหมายผลประโยชน์ทับซ้อน
คำว่า Conflict of Interests มีการใช้คำภาษาไทยไว้หลายคำ เช่น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” “ผลประโยชน์ขัดกัน” “ผลประโยชน์ขัดแย้ง” หรือ “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” ถ้อยคำเหล่านี้ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Governance) โดยทั่วไปเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จึงหมายถึงความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์สาธารณะที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวทั้งเป็นสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์ส่วนตนอยู่และได้ใช้อิทธิพลตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์ส่วนรวม มีหลากหลายรูปแบบไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบของตัวเงิน หรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ในรูปตัวเงินหรือทรัพย์สินมีลักษณะ ๗ ประการ ดังนี้
๑. หาผลประโยชน์ให้ตนเอง คือ การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อตนเอง เช่น ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ให้บริษัทตัวเองได้งานรับเหมาจากรัฐ หรือฝากลูกหลานเข้าทำงาน เป็นต้น
ความโปร่งใสในหน่วยงาน
ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
เรื่อง มาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
****************************************
อนุสนธิจากคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.)ได้กำหนดมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม ของข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้ประมวลขึ้นจากข้อเสนอแนะของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนผู้รับบริการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นหลักการและแนวทางปฏิบัติให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยทั่วไปใช้ยึดถือปฏิบัติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติ ได้แก่
1. พึงดำรงตนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละและมีความรับผิดชอบ
2. พึงปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผย โปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบ
3. พึงให้บริการด้วยความเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว มีอัธยาศัยไมตรี โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
4. พึงปฏิบัติหน้าที่โดยยึดประโยชน์ ผลสัมฤทธิ์ของงานอย่างคุ้มค่า
5. พึงพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถและตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ขอประกาศให้มาตรฐานทั้ง 5 ประการดังกล่าวข้างต้นเป็น “มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล ลูกจ้างและพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ ” โดยให้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 5 เดือน มกราคม พ.ศ. 256๒
(นายสมหวัง ธรรมกุล)
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง
องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
แนวคิด
1. มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง เป็นหลักเทียบการประพฤติ การปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามของบุคลากรในองค์การแต่ละองค์การ การปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมนั้น สอดคล้องตามหลักศีลธรรมความโปร่งใส การให้บริการที่ดี การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานและการพัฒนาตนเอง
2. การกำหนดแนวปฏิบัติตามมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง และปฏิบัติตามแนวทางนั้นย่อมทำให้เกิดคุณภาพทั้งบุคคลและองค์การ ส่งผลให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบล
จุดประสงค์
1. เพื่อให้มีมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง
2. พนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้างมีมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง ในด้านศีลธรรม ความโปร่งใส การให้บริการมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน และการพัฒนาตนเองได้
3. เพื่อให้มีแนวปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และ พนักงานจ้าง ทั้ง 5 ด้านได้
ขอบข่ายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 ความหมายและความสำคัญของมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง
เรื่องที่ 2 มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง
เรื่องที่ 3 กรอบแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของพนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้าง
ความหมายความสำคัญของมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม หมายถึง “หลักการหรือแนวทางปฏิบัติ ที่เป็นเครื่องมือกำกับความประพฤติ การปฏิบัติงานของสมาชิกในองค์การนั้น ๆ เพื่อให้อยู่ในความถูกต้องดีงาม”สำนักงาน ก.พ. ได้สรุปความหมายของคำว่า “มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม” ไว้ว่า หมายถึง “สิ่งที่ต้องถือเอาเป็นหลักเทียบทางสภาพคุณงามความดีที่อยู่ภายใน โดยรู้ได้เฉพาะตนและใช้เป็นหลักเทียบทางความประพฤติและการปฏิบัติงานหรือแสดงออกทางกิริยาที่ควรประพฤติที่คนในสังคมนั้น องค์การนั้นหรือส่วนราชการนั้น ได้ยอมรับนับถือกันมา หรือได้กำหนดร่วมกันขึ้นมาใหม่ และประพฤติปฏิบัติร่วมกันว่าความประพฤติอะไรเป็นสิ่งที่ดี อะไรเป็นสิ่งที่ชั่ว ความประพฤติอะไรถูก อะไรผิด และอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดรับอิทธิพล และค่านิยมจากภายนอกประเทศ ผ่านสื่อต่าง ๆ ได้ง่ายโดยขาดการกลั่นกรองของบุคคลในการนำไปใช้ จึงเป็นเหตุทำให้มาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของคนในสังคมลดต่ำลง บุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ และเป็นกลไกหลักของประเทศในการให้บริการสาธารณะ สนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น หน้าที่ และความรับผิดชอบสำคัญที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและความต้องการของท้องถิ่น ดังนั้น การที่ประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุขหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล นั่นคือ เป็นผู้มีคุณธรรม ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบจริยธรรม มีจิตสำนึกที่จะตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการกระทำทุกสิ่งอย่างถูกต้อง โปร่งใส สะดวกรวดเร็ว มีผลงานเด่น และพัฒนาตนอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติงานเต็มความสามารถ เต็มกำลังย่อมส่งผลดีสู่ประชาชนอย่างแน่นอนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ให้สิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน ตลอดจนเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น มีบทบัญญัติให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปโดยสุจริตและมีประสิทธิภาพและเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงบัญญัติในมาตรา 77 ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมกล่าวคือ “รัฐต้องจัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการและพนักงาน หรือลูกจ้างของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่”มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม เป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีเกณฑ์และแนวทางประพฤติปฏิบัติตนไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม นำมาซึ่งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความพอใจความผาสุกของประชาชน ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ และส่งผลให้เกิดความสุขความเจริญย้อนกลับมาสู่ตัวผู้ประพฤติปฏิบัติเองอีกด้วยมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นความจำเป็นพื้นฐานของบุคลากรที่จะต้องใช้เป็นหลักประพฤติตน และปฏิบัติหน้าที่การงาน ให้เกิดผลดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขของประชาชนได้อย่างแท้จริง
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล
คณะกรรมการมาตรฐาน การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) ได้กำหนดมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของบุคลากรส่วนท้องถิ่น (อบต.) พ.ศ.2546 เพื่อให้ข้าราชการพนักงาน ลูกจ้าง ขององค์กรส่วนท้องถิ่น ได้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมครอบคลุมถึงผู้บริหารและสมาชิกสภาส่วนท้องถิ่นด้วย เพราะบุคคลดังกล่าวย่อมร่วมกันดูแลทุกข์สุขของประชาชนและพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าสาระสำคัญของมาตรฐาน ทางคุณธรรมและจริยธรรมของบุคลกรส่วนท้องถิ่น (อบต.) ประกอบด้วย 5 มาตรฐาน ดังต่อไปนี้
มาตรฐานที่ 1 พึงดำรงตนให้มั่นอยู่ในศีลธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ และมีความรับผิดชอบ
หมายถึง การปฏิบัติตนในลักษณะดังนี้
-การปฏิบัติตนยึดมั่นในความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็นเหตุเป็นผล ความสุจริตใจ
– มีการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา การไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ให้เชื่อมั่นว่าความซื่อสัตย์สุจริตจะนำพาให้ตนเองครอบครัวและบ้านเมืองอยู่รอด ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อ 12 มิถุนายน 2497 ว่า “…มีคุณธรรมข้อหนึ่งที่สำคัญซึ่งท่านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ประเทศบ้านเมืองจะวัฒนาถาวรอยู่ได้ก็ย่อมอาศัยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน ท่านทั้งหลายจะออกไปรับราชการก็ดี หรือประกอบกิจการงานส่วนตัวก็ดี ขอให้มั่นอยู่ในคุณธรรมทั้ง 3 ประการ คือ สุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชน และสุจริตต่อหน้าที่ ท่านจึงจะเป็นผู้ที่ควรแก่การสรรเสริญของมวลชนทั่วไป…”
– มีความรับผิดชอบต่องานในตำแหน่งหน้าที่ และเสียสละในการปฏิบัติงาน เพื่อประชาชนและท้องถิ่นด้วยการปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างเสียสละเวลา เสียสละความคิด และแรงกายเพื่อทำงาน เพื่อการสร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบต่องานนั้น ๆเพื่อส่วนรวมและประชาชนอย่างจริงจัง จะทำให้มีผู้รักและศรัทธาเชื่อถือ และนิยมยกย่องอย่างกว้างขวางแน่นอน
มาตรฐานที่ 2 พึงปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผย โปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบได้
หมายถึง มาตรฐานการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ดังนี้
– มีขั้นตอนการปฏิบัติงานแผนการทำงาน มีการมอบหมายงานที่ชัดเจน โดยสามารถแจ้งลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงานผู้ปฏิบัติงานและระยะเวลาให้แก่ผู้มาติดต่อราชการได้ทราบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามได้
– มีการตั้งคณะทำงาน หรือกรรมการที่ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่และหน่วยงาน มีการสรุปผลรายงาน การตรวจสอบการปฏิบัติงานให้ประชาชนรับรู้
– มีการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายด้วยวิธีการหลากหลายเช่น เอกสารประกาศ ประชาสัมพันธ์ ฯลฯการปฏิบัติตามมาตรฐานข้อนี้ จะส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา และความเข้าใจอันดีต่อประชาชนและบุคคลทั่วไป และจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประชาชน
มาตรฐานที่ 3 พึงให้บริการด้วยความเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว มีอัธยาศัยไมตรี โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
หมายถึง มาตรฐานของการปฏิบัติของบุคลากรส่วนท้องถิ่น อบต. ที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ดังนี้
– มีสติ ตั้งใจ หนักแน่น มั่นคง เพราะการใช้กำลังสติ คือรู้ว่ากำลังทำอะไรให้กับใคร รู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน อย่างไร หากใช้กำลังสติ หนักแน่นมั่นคงแล้ว จะทำให้เห็นช่องทาง วิธีการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและรวดเร็ว เกิดความสำเร็จของงานและความเจริญแห่งตนเองได้ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งได้พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารสวนอัมพร เมื่อ 11 ธันวาคม 2522 ว่า “…กำลังสติ หรือกำลังแห่งความระลึกรู้ การทำงานนั้นถึงแม้ทำงานด้วยความศรัทธา ด้วยความหมั่นขยันไม่ทอดทิ้งก็ยังมีช่องทางที่อาจจะเสียหายบกพร่องได้ในขณะเมื่อมีความประมาทเผลอพลั้งเกิดขึ้นนักปฏิบัติงานจึงต้องระมัดระวัง ควบคุมสติให้ดีอยู่เสมอเพื่อให้รู้เท่าทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา… กำลังความตั้งใจ หมายถึงความสามารถควบคุมจิตใจให้สงบและหนักแน่นมั่นคง ควบคุมความคิดให้อยู่ในระเบียบ ให้คิดอ่านอยู่แต่ในเรื่องหรือภารกิจที่ต้องการจะทำให้เสร็จ ไม่ปล่อยให้คิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องต่าง ๆ นอกจุดหมายอันพึงประสงค์ กำลังความตั้งใจนี้ช่วยให้รู้เข้าใจเรื่องราวและปัญหาต่าง ๆ ได้กระจ่าง ให้คิดเห็นช่องทางและวิธีการปฏิบัติงานให้แจ่มแจ้ง ชัดเจน และรวดเร็ว…”
– การให้บริการที่มีมาตรฐานเดียวกันอย่างเสมอภาค ทั่วถึงและเป็นธรรม
– การให้บริการด้วยความสะดวก รวดเร็ว และตรงต่อเวลา
– การให้บริการด้วยความเต็มใจยิ้มแย้มแจ่มใสประทับใจและรักษาประโยชน์ให้แก่ผู้รับบริการทุกคน
มาตรฐานที่ 4 พึงปฏิบัติหน้าที่โดยยึดผลสัมฤทธิ์ของงานอย่างคุ้มค่า
หมายถึง มาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่การงานที่มุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล อย่างคุ้มค่าซึ่งจะต้องมีหลักในการปฏิบัติ ดังนี้
– ปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ความรู้ ความคิดที่ให้เกิดผลของงานที่ดี มีคุณค่าต่อประชาชน ต่อส่วนรวม ทั้งนี้ต้องยึดถือว่า ความรู้วิชาการรู้ปฏิบัติการและความรู้คิด จะทำให้เกิดผลดีต่อการทำหน้าที่ ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือนเนื่องใน
โอกาสวันข้าราชการพลเรือน เมื่อ 1 เมษายน 2530 ว่า “ข้าราชการที่สามารถต้องมีความรู้ครบสามส่วน คือความรู้วิชาการ ความรู้ปฏิบัติการ และความรู้คิดอ่านตามเหตุตามความเป็นจริง ต้องมีความจริงใจ และความบริสุทธิ์ใจในงาน ในผู้ร่วมงาน ในการรักษาระเบียบแบบแผน ความดีงาม ความถูกต้องทุกอย่างในแผ่นดินต้องมีความสงบและหนักแน่นทั้งในกาย ในใจ ในคำพูด ต้องสำรวจดูความบกพร่องของตนเองอยู่สม่ำเสมอ และปฏิบัติแก้ไขเสียโดยเร็ว…”
– การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ คำนึงถึงผลลัพธ์และผู้มารับบริการ โดยยึดความถูกต้องของระเบียบกฎหมาย
– การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและคุ้มค่า ทั้งในส่วนของการใช้เงิน และใช้เวลา
– การปฏิบัติหน้าที่ให้แล้วเสร็จ ตามกำหนด และบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ และตรงตามนโยบาย
มาตรฐานที่ 5 พึงพัฒนาทักษะความรู้ ความสามารถ ของตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ
หมายถึง การพัฒนาตนเอง ดังนี้
– การศึกษาหาความรู้ที่ทันสมัย ที่เป็นการพัฒนาทางวิชาการ เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน และสร้างประสิทธิภาพให้กับตนเอง เช่น ความรู้ในเรื่องคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร การเก็บรวบรวมข้อมูล การวางแผน การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การนำข้อมูลไปใช้ เป็นต้น
– การพัฒนาจิตใจของตนเอง เพื่อให้มีสมาธิหนักแน่นมั่นคง สุขุมรอบคอบ ทำให้ภาวะจิตใจสามารถที่จะต่อสู้ และปฏิบัติงานในรูปแบบต่าง ๆ ได้
– พัฒนาตนเอง และการปฏิบัติงาน ตลอดถึงการหาความรู้ และการพัฒนาจิตใจ จะกระทำได้โดยการเข้าร่วมอบรม ประชุม สัมมนา และศึกษาด้วยตนเอง จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้ทั้งนี้ การพัฒนา ทักษะ ความรู้ ความสามารถ ของตนเองจะส่งผลให้เกิดการพัฒนางาน เกิดความมั่นคงต่อองค์กร และความเจริญต่อท้องถิ่นและประเทศชาติ อย่างแน่นอน ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 10 กรกฎาคม 2535 ว่า“…ความเจริญนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัยปัจจัยสำคัญประกอบพร้อมกัน 4 อย่าง อย่างที่หนึ่ง ต้องมีคนดี มีปัญญา มีความรับผิดชอบเป็นผู้ประกอบการ อย่างที่สอง ต้องมีวิทยาการที่ดีเป็นเครื่องใช้ประกอบการ อย่างที่สาม ผู้ประกอบการต้องมีความวิริยะอุตสาหะ และความเพ่งพินิจอย่างละเอียดรอบคอบในการทำงาน อย่างที่สี่ ต้องรู้จักทำงานให้พอเหมาะ พอดี และพอควรแก่งานและแก่ประโยชน์ที่พึงประสงค์ ปัจจัยแห่งความเจริญดังกล่าวนี้ จะประกอบพร้อมกันขึ้นมิได้ หากบุคคลไม่พยายามศึกษาอบรมตนเองด้วยตนเองอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตแต่ละคนจึงควรอย่างยิ่งที่จะได้ตั้งใจฝึกฝนตนเองให้มีปัญญาความสามารถพร้อมทั้งพยายามใช้ศิลปะวิทยาการที่มีอยู่ ประกอบกิจการงานด้วย
ความเพ่งพินิจ ด้วยความฉลาดรอบคอบให้พอดีพอเหมาะแก่งานแต่ละชิ้นแต่ละอย่างความเจริญวัฒนาของงานของตัวเอง และของประเทศชาติจะได้เกิดขึ้น ตามที่ตั้งใจปรารถนา…”
สรุป
มาตรฐานทั้ง 5 มาตรฐานจึงเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง ที่บุคลากรทุกคนในองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ พึงได้ศึกษายึดถือปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะจะส่งผลให้ตัวเอง องค์การบริหารส่วนตำบล และประชาชน ได้รับผลประโยชน์สร้างความภูมิใจเกิดขึ้นกับท้องถิ่น นำความเจริญความมั่นคงและความเป็นศักดิ์ศรีมาให้สังคมท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล ของเราและเป็นที่ยอมรับ ชื่นชม และกล่าวขวัญที่ดีตลอดไปการปฏิบัติตามมาตรฐานข้างต้นนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นและซ่อนเร้นแต่อย่างใดเพียงแต่ให้มีศรัทธา บริหารจัดการให้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ คงเส้นคงวา ก็จะบรรลุเป้าหมายได้แน่นอน
กรอบแนวทางการเสริมสร้างมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งศรีภูมิ
อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
| พฤติกรรมที่พึงประสงค์ |
มาตรฐานทาง คุณธรรมและจริยธรรม |
ความหมาย |
ตัวอย่าง แนวทางปฏิบัติ |
ตัวอย่างตัวชี้วัดขั้นต้น เพื่อการประเมินผล |
|
– เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ 1. มีความซื่อสัตย์ 2. มีความสุจริต 3. การใช้อำนาจและหน้าที่ในทางที่ถูกต้อง 4. มีความโปร่งใส 5. มีความพร้อมและยินดีให้มี การตรวจสอบ |
1. พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์ สุจริต และมีความ รับผิดชอบ
|
– มีการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไป ตรงมา โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการและประชาชน – การไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หา ผลประโยชน์
|
1. การปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือระเบียบ กฎหมาย หนังสือสั่งการ มติ ค.ร.ม. หรือวิชาชีพ 2. การไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหา ผลประโยชน์โดยมิชอบ 3. การปฏิบัติงานโดยยึดหลักตาม พระบรมราโชวาท 4. ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตนเป็น ตัวอย่างในความซื่อสัตย์และรับผิดชอบ 5. ควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ ไม่นำ ของราชการไปใช้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว |
1. จำนวนข้อทักท้วงร้องเรียนของบุคคลภายนอกว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติ ค.ร.ม. ฯลฯ 2. จำนวนเรื่องที่ถูกร้องเรียนว่าทุจริตและประพฤติมิชอบ 3. จำนวนข้าราชการที่ถูกลงโทษ ดำเนินการทางวินัย 4. ร้อยละของผู้รับบริการที่มีความ พึงพอใจต่อการให้บริการของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5. จำนวนข้อร้องเรียนของประชาชน ผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 6. จำนวนผู้ปฏิบัติงานที่ถูกตรวจสอบว่าร่ำรวยผิดปกติ 7. ร้อยละของผู้ปฏิบัติงานโดยยึดหลักพระบรมราโชวาท 8. จำนวนผู้ร้องเกี่ยวกับพฤติ-กรรมการทุจริตของผู้บังคับบัญชา |
| พฤติกรรมที่พึงประสงค์ |
มาตรฐานทาง คุณธรรมและจริยธรรม |
ความหมาย |
ตัวอย่าง แนวทางปฏิบัติ |
ตัวอย่างตัวชี้วัดขั้นต้น เพื่อการประเมินผล |
|
|
1. พึงปฏิบัติหน้าที่อย่าง เปิดเผย โปร่งใส พร้อมให้ ตรวจสอบ |
– มีขั้นตอนการปฏิบัติงาน แผนการทำงาน และการมอบหมายงานที่ชัดเจน โดยสามารถแจ้งลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงาน และระยะเวลาแล้วเสร็จให้แก่ผู้มาติดต่อราชการ ได้ทราบ เพื่อสามารถตรวจสอบและติดตามได้ – มีการตั้งคณะทำงานหรือ คณะกรรมการที่ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค ประชาชน ในการตรวจสอบ การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ และหน่วยงาน – มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
|
1. ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการ 2. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและ การปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 3. มีคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และคู่มือการติดต่องานของประชาชน 4. ประชาสัมพันธ์การปฏิบัติงาน ให้ประชาชนทราบทุกขั้นตอน 5. มีขั้นตอนการปฏิบัติงาน แผนการทำงานมอบหน้าที่ชัดเจน และมีการจัดทำหนังสือแนะนำการติดต่อราชการ 6. กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานให้ชัดเจนและแจ้งให้ประชาชนทราบ 7. มีการสรุปผลงานประจำปี 8. ผู้บังคับบัญชาต้องติดตามการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
|
1 จำนวนประชาชนที่มีส่วนร่วมใน การตัดสินใจ 2 จำนวนสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ เช่น วารสาร , หอกระจายข่าว , ฯลฯ 3 ร้อยละของจำนวนข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนควรทราบที่ได้มีการประกาศในที่สาธารณะ 4 จำนวนคู่มือการปฏิบัติงานและ การติดต่องานที่ได้มีการจัดทำขึ้นในแต่ละงาน 5 ร้อยละของข้อเรียกร้องที่มีต่อ การปฏิบัติงานขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น 6 อัตราร้อยละที่เพิ่มขึ้นของความ พึงพอใจของผู้ใช้บริการ 7 ความถี่ในการติดตามของ ผู้บังคับบัญชา |
| พฤติกรรมที่พึงประสงค์ |
มาตรฐานทาง คุณธรรมและจริยธรรม |
ความหมาย |
ตัวอย่าง แนวทางปฏิบัติ |
ตัวอย่างตัวชี้วัดขั้นต้น เพื่อการประเมินผล |
|
– เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 1 ปฏิบัติงานด้วยความ เสมอภาคและเป็นธรรมต่อพนักงานและประชาชน 2 การปฏิบัติงานต้องคำนึงถึงความพึงพอใจของประชาชน ผู้รับบริการ 3 มีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน 4 มีอัธยาศัยไมตรีต่อผู้มารับบริการ 5 มีความรอบรู้และความ เชี่ยวชาญในงานที่ทำ 6 มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน 7 ปฏิบัติงานด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์
|
3.พึงให้บริการด้วยความเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว มีอัธยาศัยไมตรี และตรงต่อเวลา |
– การให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างเสมอภาค ทั่วถึง เป็นธรรม – การให้บริการด้วยความสะดวกรวดเร็ว และตรงต่อเวลา – การให้บริการด้วยความเต็มใจ ยิ้มแย้ม แจ่มใส และรักษาประโยชน์แก่ผู้มารับบริการทุกคน |
1. กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการปฏิบัติงานให้ชัดเจน และประกาศ ให้ประชาชนรับทราบ 2 นำระบบ one stop service มาใช้ 3 ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน 4 กระจายอำนาจการตัดสินใจ 5 การให้บริการนอกสถานที่ในบางลักษณะงาน 6 จัดระบบการรับบริการก่อน-หลัง 7 จัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์และบริการหรือตรวจสอบเบื้องต้น 8 นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ 9 สร้างมาตรการจูงใจในการตรงต่อเวลา
|
1 ร้อยละของผลงานที่สำเร็จตามระยะเวลามาตรฐาน 2 ร้อยละของผู้รับบริการที่มีความ พึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ 3 จำนวนระยะเวลาในการให้บริการที่เร็วขึ้นกว่าเดิม 4 ร้อยละของผู้บริหารที่มีความ พึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ 5 ร้อยละของระบบบริการที่มีการใช้บัตรคิว 6 จำนวนจุดให้บริการตรวจเอกสารก่อนหรือแจกเอกสาร แผ่นพับแก่ ผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้น 7 ร้อยละของบุคลากรที่มีความสามารถปฏิบัติงานกับอุปกรณ์/เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ 8 จำนวนผู้ได้รับรางวัลที่เพิ่มขึ้นในการตรงต่อเวลา |
| พฤติกรรมที่พึงประสงค์ |
มาตรฐานทาง คุณธรรมและจริยธรรม |
ความหมาย |
ตัวอย่าง แนวทางปฏิบัติ |
ตัวอย่างตัวชี้วัดขั้นต้น เพื่อการประเมินผล |
|
8 เปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วมรับรู้ ร่วมคิด และ ร่วมทำให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือส่วนเกี่ยวข้องเกิดการ ยอมรับก่อนและหลังดำเนินการที่มีผลกระทบต่อส่วนร่วม
9 รักษา/ภูมิใจในเกียรติและ ศักดิ์ศรีของการเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น |
4 พึงปฏิบัติหน้าที่โดยมุ่ง ผลสัมฤทธิ์ของงานและ ความคุ้มค่า |
– การปฏิบัติหน้าที่ให้แล้วเสร็จตามกำหนดและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ – การป |




